#BeatJourney Part3 Berlin

10/08/2017

By: WINKIEB

  Part2 Berlin ผ่านไปแล้ว วันนี้เรามาต่อเนื่องกันที่ Part3 , พาร์ทสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ที่เบอร์ลิน และนี่จะเป็นพาร์ทที่ลงลึกในเรื่องของดนตรี และ Club scene มากที่สุด เพราะเราจะพาคุณไปคลับต่างๆที่เขาว่าเข้ายากนักหนา หรือคลับที่คุณอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน วันนี้เราจะเล่าเรื่องราวที่เราได้พบเจออย่างละเอียดให้คุณได้ทราบกัน

GERMANY DAY 5 (BERLIN)

  ต่อจาก Part ที่แล้ว วันนี้คือเช้าวันที่ 5 ที่เราอยู่ในเบอร์ลิน เราย้ายห้องพักจาก Hostel มาเป็น Airbnb เพราะอู๋ กับ ตั๋งกำลังตามมาสมทบจากอัมสเตอร์ดัม เราจึงเช่าบ้านหลังใหญ่ เพื่อที่จะได้อยู่รวมกัน จาก Neukoelln, kreuzberg เราย้ายมาที่ถนน köpenicker straße ที่ตัดกันระหว่าง kreuzberg และ Mitte เป็นย่านที่เต็มไปด้วยศิลปิน และออฟฟิตเกี่ยวกับดนตรีมากมายที่ตั้งอยู่ในละแวกนี้

  Alex เจ้าของบ้านเปิดบ้านรอรับเรียบร้อย ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในบ้านคือว้าวมากๆ บ้านหลังใหญ่กว่าที่คิด มี 2 ห้องนอน และส่วนกลางที่มีทั้งห้องครัว โต๊ะกินข้าว และห้องนั่งเล่นที่ใหญ่เอาเรื่อง เราสี่คนเช่าที่นี่ตกคืนละห้าพันกว่าๆ หารกันต่อคืนก็ราคาไม่แพงมากเมื่อเทียบกับความสะดวกสบาย เพราะมีห้องครัวที่คุณไม่ต้องออกไปหาซื้อข้าวกินข้างนอก แถมการซื้อของมาทำกินเองก็ถูกแสนถูก บางอย่างนี่ถูกกว่าเมืองไทยด้วยซ้ำ

ED1-03749

ED1-03750

ED1-03753

ED1-03755

ED1-03756

Modern Loft in Kreuzberg
köpenicker straße 10a 10997 berlin


  เมื่อได้บ้านเรียบร้อยแล้วถึงเวลาออกผจญภัยอีกครั้ง วันนี้เราเริ่มด้วยการปั่นจักรยานดูย่าน Neukolln ที่เราเคยอยู่โดยที่ไม่แพลนอะไรทั้งสิ้น เพราะอยากเจอร้านใหม่ๆมากกว่าร้านที่หาเอาตามอินเตอร์เน็ต หลายๆคนบอกว่า Neukolln กลายมาเป็นย่านใหม่ของเหล่า Designer, Creative ไปแล้ว ย่านนี้ยังเงียบสงบผู้คนไม่พลุกพล่าน มีร้านกาแฟเก๋ๆเกิดขึ้นมากมาย วันนี้อยากหากาแฟดื่มมาก เพราะอากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เราปั่นมาเจอร้าน K-Fetisch ร้านกาแฟแสนเก๋เลยลองเข้าไปดูสิว่าเป็นยังไงบ้าง

  คนในร้านส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น Locals 20 ปลายๆ พนักงานที่เคาน์เตอร์ดูเท่ๆหยิ่งๆ หน้าไม่ค่อยรับแขกเป็นคนรับออเดอร์ ร้านค่อยข้างใหญ่แบ่งเป็นโซนสูบบุหรี่ และโซนไม่สูบบุหรี่ แม้ว่าร้านจะใหญ่แค่ไหนเราสองคนก็ไม่มีที่นั่งอยู่ดี เลยทำให้ต้องออกมานั่งด้านหน้าร้านแทน ก็ได้บรรยากาศหนาวๆ ลมเย็นๆ อึมครึมๆไปอีกแบบ

Processed with VSCO with kk1 preset
K-Fetisch
Wildenbruchstraße 86, 12045 Berlin, Germany


  มองจากหน้าร้าน K-Fetisch ได้เห็น Wolf kino โรงหนังที่เป็นทั้งบาร์,คาเฟ่,สตูดิโอ,Post Production, Gallery ในฝั่งตรงข้าม และถนนที่มีแต่จักรยานกับอากาศ 12 องศาไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว เราไม่ได้ถ่ายภาพในร้าน K-Fetisch มาให้ดูเพราะภายในร้านคนเบียดเสียดมาก เลยมีแค่รูปหน้าร้านมาให้ได้ดูกันนิดหน่อย ตอนนี้ดื่มกาแฟเสร็จแล้วปั่นจักรยานไปดูที่อื่นกันต่อเลย

ED1-03758
Wolf Kino
Weserstraße 59 12045, Berlin Germany


  เราปั่นมาเรื่อยๆฝนตก ลมแรง ผ่านทั้งพาร์ค ทั้งบ้านของเหล่า Hippie ทั้งหลายที่อยู่กันเป็นชุมชน แวะดูร้าน Club Der Visionaere ในตอนกลางวันของฤดูสปริง ที่เงียบเหงาสิ้นดี เลยตัดสินใจไม่แวะเพราะคงหง่าวน่าดู ปั่นไปเรื่อยๆฝนก็ตกเรื่อยๆเช่นกัน หนาวจนต้องขอแวะดื่มชาสักถ้วยเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ไม่งั้นคืนนี้ไม่ไหวแน่นอน แวะนั่น แวะนี่ แวะร้านแผ่นเสียงเพลง Rock “Bis Aufs Messer Records” และมาจบที่ร้าน Hhv.de ร้านเสื้อผ้าที่ขายแผ่นเสียงด้วย เดินเลือกแผ่นเสียงอยู่ดีๆก็ได้กระเป๋า UDG x Hhv.de x Carhartt กลับบ้านซะอย่างนั้น ทำให้มื้อเย็นวันนี้ต้องกลายเป็นเคบับอีกแล้ว

  ออกจากร้าน Hhv.de เราปั่นจักรยานชมย่าน Friedrichshain ช่วงเย็นๆ ลัดเลาะเข้าไปในซอยที่ไม่เคยไป ทำให้ได้เจอร้านแปลกๆเยอะแยะไปหมด อู๋ กับ ตั๋งมาถึงเบอร์ลินช่วงเกือบๆห้าทุ่มเข้ามาพักได้สามสี่ชั่วโมง แล้วก็ลุยกันคืนนี้ต่อเลยดีกว่า

ED1-2492
Bis Aufs Messer Records
Marchlewskistraße 107, 10243 Berlin, Germany


ED1-2507

ED1--2

ED1-

ED1-1396024847305
HHV.DE
Grünberger Str. 54, 10245 Berlin, Germany

Photo from Record Store day Germany

  คืนนี้เราตัดสินใจเลือกแบบสุ่มๆเอาจาก website Resident Advisor เพราะอยากรู้ว่าร้านไหนมี DJ local เล่นบ้าง ตกลงเราเลือก AVA Club คลับเล็กๆที่ไม่มีกฎระเบียบการเข้ามากนัก และดีเจที่มาเล่นก็เป็น Local ซะส่วนใหญ่ เราเลยมาลองสักหน่อยว่ามันจะแปลกขนาดไหน หาข้อมูลมาพอให้ได้รู้ว่างานในวันนี้ Dj เล่นรัสเซียน เทคโน น่าสนุกดีเหมือนกัน

มาถึงหน้าร้านก็ตรวจบัตรตามระเบียบ ภายในร้านแบ่งเป็น 2 โซน โซนบาร์ที่มีที่นั่งนิดหน่อยเอาไว้นั่งพัก อีกโซนเป็น Dancefloor มีแค่ลำโพงกับบูทดีเจเท่านั้น งานคืนนั้น Dj ถือว่าเล่นดีเลยละ เพลงโคตรเรฟ ใครเคยฟังรัสเซียน เทคโนน่าจะรู้ดี คนใน Dancefloor กำลังดีมีพื้นที่ให้เต้นรำสบายๆ หลังจากชั่วโมงผ่านไปพวกเราแพลนไปที่อื่นกันต่อ ออกจากร้านกันตอนตี 3 เพื่อเดินไป Watergate แทน

  จากร้าน AVA ข้ามสะพานกลับมาฝั่งบ้านก็เป็นร้าน Watergate คลับที่อยู่ติดแม่น้ำ Spree ย่าน Kreuzberg ร้านที่เป็นกระจกมองทะลุเห็นตั้งแต่ชั้นบนถึงชั้นล่าง มี Dancefloor 2 ห้อง ร้านนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 วันนี้เราได้แค่ผ่านเท่านั้นเพราะรู้สึกเหนื่อย เลยตัดสินใจร่วมกันว่าจะเก็บแรงสำหรับปาร์ตี้ใหญ่ๆในวันถัดไป


AVA-Club

AVA Club
Warschauer Pl. 18, 10245 Berlin, Germany

GERMANY DAY 6 (BERLIN)

  วันนี้เราไม่ได้ไปไหนมากนัก หลักๆ เลยคือตื่นขึ้นมาช่วงเที่ยงๆ แล้วเดินไปซูปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อของมาทำอาหาร ทานข้าวเย็นกันเสร็จก็พักผ่อนเตรียมตัวสำหรับศึกหนักในคืนนี้อีกเช่นเคย ฝนตกช่วงหัวค่ำยาวไปจนถึงดึก เราออกจากบ้านตอนเที่ยงคืนกว่าๆทั้งที่ฝนยังไม่หยุด เพื่อไปร้าน Griessmuehle คลับที่ตั้งอยู่ในโรงงานผลิตธัญพืช ย่าน Neukölln

  ตลอดทางที่คุณเดินไปเข้าคลับมีเพียงไฟเป็นช่วงๆเท่านั้น ทางเข้าร้านเป็นประตูไม้เล็กๆ ที่พอเดินเข้าไปด้านในคุณจะได้พบกับที่ขายตั๋ว เลี้ยวขวาเข้าด้านในจะเจอบาร์ และเดินเลี้ยวซ้ายลงบันไดไปจะเป็น Dancefloor ขนาดใหญ่อยู่ชั้นใต้ดิน ที่ดูก็รู้เลยว่าที่นี่ดัดแปลงมาจากโรงงานแน่นอน Space ของที่นี่กำลังดี จุคนได้ประมาณ 100 – 200 คนสบายๆ และที่พีคคือห้องน้ำที่อยู่ชั้นบนสุด เป็นห้องน้ำรวมไฟสลัวๆ ทุกอย่างที่คุณอยากได้จะอะไรก็แล้วแต่ สามารถหาได้ในห้องน้ำ

  คืนนั้นเราได้เห็น Scene Local แบบจริงจัง ทั้งคนแฟชั่น และ Clubber มารวมตัวกัน เรา 4 คนคือเอเชียเพียงกลุ่มเดียวที่เข้ามาในร้าน เลยทำให้เจ้าถิ่นพุ่งประเด็มมาที่พวกเรา ทั้งเข้ามาขอซื้อยาและเอายามาขาย มีหมดทุกรูปแบบ แต่เราก็ไม่สน ดูเป็นคนดีขึ้นมาทันที จากเรื่อง Dark side เรามาเรื่องของดนตรีกันบ้าง ดนตรีในวันนั้นเป็น Electro ผสม Ghetto Tech เพลงดีมากๆ เราไปทันดู Prantel กับ Victor พอดี Selection ของเขานี่เหลือร้ายจริงๆ ในยุคนี้ยังไม่เคยเห็นใครเล่น Dj แบบนี้ในเมืองไทยเหมือนกันนะ ถือว่าคุ้มที่มาที่นี่ในคืนฝนตกแบบนี้ แต่อดดู DJ Assault เนื่องจากอยากรีบไปดูอีกร้านหนึ่ง ที่เค้าว่ามา Berlin ต้องไม่พลาดร้านนี้

ED1-021436
Griessmuehle
Sonnenallee 221, 12059 Berlin, Germany


  หลังจาก Griessmuehle เราไปต่อกันที่ Salon Zur Wilden Renate ข้ามแม่น้ำจาก Treptower Park มาที่ Friedrichshain ที่นี่แตกต่างจากคลับอื่นๆตรงที่เอาอพาร์ตเม้นท์เก่ามาเปลี่ยนให้เป็นคลับ ทางเข้าเป็นเพียงประตูไม้บานเล็กๆ ที่ทุกคนต้องต่อแถวเข้าร้าน แม้คืนนั้นฝนจะตกก็ตาม และส่วนใหญ่คนที่เข้าที่นี่ได้ก็จะต้องมี Guestlist ถ้าไม่มีก็ต้องซื้อบัตรในจำนวนที่จำกัด หรืออาจจะกลายเป็นเข้าร้านไม่ได้เลยด้วยซ้ำ และที่นี่ก็เป็นอีกที่ ที่ห้ามถ่ายรูปด้วยเช่นกัน

  ภายในคลับแห่งนี้มีทั้งโซน Indoor และ Outdoor ช่วงเดือนที่เราไป Outdoor จะถูกปิดเนื่องด้วยอากาศแปรปรวน ทั้งฝนตกและลมแรง เดินเข้ามาด้านในทุกห้องในอพาร์ทเม้นต์เก่าแห่งนี้ ถูกเปลี่ยนให้เป็น Dancefloor 3 ห้อง และที่เหลือก็เป็นห้องน้ำ ห้องสูบบุหรี่ ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ประมาณนั้น และปาร์ตี้ของที่นี่ก็เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืน จนถึงบ่ายโมงกันไปเลย โดยรวมแล้วเหมือนเรามาปาร์ตี้ในอพาร์ตเม้นท์เพื่อนนั่นแหละ

  งานในวันนั้นเป็นงาน Hummmpday ที่มีศิลปินมากมายมารวมตัวกันทั้ง Stefan Goldmann,Nils Ohrmann, Nils Twachtmann,Rocko Garoni, Damian Thorn,Bee Lincoln วันนั้นเราไปทันได้ดู Stefan Goldmann เล่นพอดี คนทั้งฟลอร์ก็ดูบ้าๆ ขาดๆ เกินๆ แต่ทุกคนกลับอินไปกับ Set ของ Stefan Goldmann ที่เป็น Techno ผสมเพลง House ที่ไม่ใช่ Tech House แบบที่เคยได้ยิน ทั้งฟอร์ดูจะถูกดูดกลืนไปกับ Beat ในวันนั้น ไม่ใช่แค่เสียงเพลงเพียงอย่างเดียว แต่มันประกอบไปด้วยผู้คนในวันนั้น ที่ทำให้ DanceFloor สนุกกว่าที่เคย

  บอกตรงๆเลยว่าไม่ค่อยได้เห็นร้านที่ผู้คนดูสนุกเกินเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ เป็นปาร์ตี้ที่ดูบ้านๆเละๆเทะๆ แต่ไม่ธรรมดา มองนาฬิกาบอกเวลา 6 โมงเช้า พวกเรากลับบ้านพร้อมความฟินจาก Set ของ Stefan Goldmann และสถานที่รวมไปถึงผู้คน แถมยังได้รับประสบการณ์ใหม่ๆจาก Club แห่งนี้ที่จะไม่มีวันลืม

ED1-2774
Salon Zur Wilden Renate
Alt-Stralau 70, 10245 Berlin, Germany


GERMANY DAY 7 (BERLIN)

  วันนี้ตื่นสายเอามากๆ ตื่นมาก็ไปซูปเปอร์มาร์เก็ตตามเคยเพราะของหมด ทำนู่นนี่นั่นไปเรื่อยเพื่อรอเวลาไปคลับ ทริปนี้ต้องบอกก่อนว่าเราจะเน้นไปคลับซะมากกว่า แล้วก็ไปร้านแผ่นเสียงบ้างประปราย มาดู Club Scene และเมืองที่พัฒนาเรื่อง Club Scene จนกลายมาเป็นอันดับ 1 ของโลกได้ยังไง อันนี้สิที่เราอยากรู้

  เราจึงเริ่มต้นวันศุกร์ด้วยการไปร้าน Space Hall ร้านแผ่นเสียงที่ใหญ่ที่สุดของเบอร์ลิน คุณจะได้เจอกับทุกแนวเพลงทั้ง Rock, Indie Rock , Hip Hop , Soul , Funk , Techno, House Music เป็นต้น โดยในร้านจะแยกโซนไว้ให้คุณได้หาแผ่นเสียงแบบง่ายๆ ถ้าชอบแนวนี้ไปโซนไหน ถ้าอยากได้ LP ของศิลปินคนนี้จะอยู่ฝั่งไหน หรืออยากได้เพลงเจ๋งๆ เดินเข้าไปด้านในสุดของร้าน อะไรแบบนั้น โดยโซนด้านในจะเป็นโซนที่เราใช้เวลาอยู่กันนานพอสมควร เพราะร้านนี้มีแผ่นเก่าและใหม่รวมกันเป็นพันๆแผ่น

  วันนี้พนักงานของร้านที่เราเจอไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ และพยายามมองคุณจากกล้องวงจรปิดตลอดเวลา เพราะกลัวโดนขโมยของนั่นแหละ แต่ไม่เป็นไรเพราะเรามาเพื่อโกยแผ่นเท่านั้น ด้วยความที่แผ่นเสียงถูกกว่าร้านอื่น และมีแผ่นให้เลือกเยอะแบบวันนึงก็เลือกไม่หมดเลยให้อภัยได้ เราได้แผ่นติดไม้ติดมือมาคนละ 3-4 แผ่น ราคาก็ตกอยู่ที่แผ่นละ 8-12 ยูโร แล้วแต่แนวเพลง

ED1-14

ED1-53
Space Hall
Zossener Str. 33, 10961 Berlin, Germany

Photo from Record Stores

  ปั่นจักรยานออกจากร้านช่วงหัวค่ำเพื่อกลับไปกินข้าวที่บ้าน และเตรียมตัวสำหรับคืนนี้ เพราะพี่ปอนด์มีเล่นที่ร้าน Golden Gate ร้านที่เกริ่นไปเมื่อ Part ที่แล้ว แต่ก่อนที่จะไปถึงท่อนนั้นเรามาเริ่ม Intro คืนนี้กันก่อนดีกว่า สี่ทุ่มนิดๆเราเริ่มกันที่บาร์เล็กๆใกล้บ้าน Kavan นั่งดื่มเบียร์คุยกันพลางๆและไปต่อกันที่ร้าน Gretchen ร้านที่เปิดรับดนตรีเกือบทุก Genre ทั้ง Electronica, Electro, Trap, House, Bass, Dubstep, Drum’n’bass, Experimental, Avantgarde, Funk, Hip hop และแตกต่างจากร้านอื่นตรงที่ร้านนี้ไม่ค่อยเล่น Techno เท่าไหร่นัก

ED1-03858
Gretchen
Obentrautstraße 19-21, 10963 Berlin, Germany


  พวกเราออกจาก Gretchen ก็ตรงมาที่ Golden Gate ช่วงตี2 เดินเข้าไปนี่คนเต็มร้านไปหมด ทั้งนั่ง ทั้งเต้น ทั้งเม้าท์มอย และเท่าที่เห็นทุกคนที่อยู่บน Dancefloor ถูกเสียงเพลงสะกดไปกันหมดแล้ว เรานั่งสังเกตุพฤติกรรมของคนมาเที่ยวที่นี่อยู่พักใหญ่ และได้พบว่าคนที่นี่มาเพื่อฟังเพลงจริงๆ เข้ามาถึงจ่ายเงินค่าเข้า สั่งเครื่องดื่ม และกระโดดลงมาบนฟอร์เต้นรำทันที

  เวลาตี 3 เป็นเวลาที่พี่ปอนด์ขึ้นเล่น คนทยอยเดินเข้าคลับกันเรื่อยๆ เพราะนี่คือคืนวันศุกร์ ทุกทีในเบอร์ลินเปิดถึงเช้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ คนในฟลอร์ก็พร้อมเต็มที่ เริ่มต้น Set ด้วยซาวด์ดีพๆลากยาวๆจนรู้สึกถึงความดาร์กตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ หลังจากนั้นเหมือนกับพี่ปอนด์จะลองสะกดจิตด้วยเมโลดี้ประหลาดๆ ที่ทำเอาคนทั้งฟลอร์บ้าคลั่งได้เหมือนกัน ลองหลับตาเต้นจนรู้สึกว่าวินาทีนั้น เท้าไม่ติดพื้น ตัวเบาหวิวไปกับเสียงเพลง ที่กระแทกกระทั้น ดุดัน แต่สวยงาม แม้กระทั่งเจ้าของคลับ Golden gate ที่ไม่ค่อยจะลงมาสุงสิงกับผู้คนในร้านยังต้องลงมาดู

ED1-03864

  นาฬิกาบอกเวลา 6 โมงเช้า จบการท่องอวกาศกับพี่ปอนด์ เราเดินมาส่งเพื่อน (โซน่า) ที่หน้าร้าน ในระหว่างที่เดินกลับเข้าร้านก็มีคนเข้ามาชมเชยบ้างเรื่อยๆ กว่าจะเดินออกจากร้าน ร่ำลาเพื่อน คุยกับเจ้าของร้าน ก็ปาเข้าไป 7 โมง อากาศกำลังดี เช้านี้คนที่ฟินสุดคงเป็นพี่ปอนด์ เพราะดูเหมือนหลายคนจะ Surprise กับ Set ในวันนี้เอามากๆ ประหลาดดีเหมือนกันที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด และเช้านี้ก็เป็นเช้าที่สดใสกว่าที่เคยเป็น

ED1-03862

ED1-03867

ED1-064254
Golden Gate
Schicklerstraße 4, 10179 Berlin, Germany

GERMANY DAY 8 (BERLIN)

  วันนี้คือกันบ่าย 3 แยกย้ายกันไปทำะธุระของตัวเอง ของเราคือการเอาจักรยานไปคืนให้ทันก่อน 4 โมงเย็น จากบ้านไปร้านจักรยานใช้เวลา 15 นาที ปั่นกันขาลากเพราะใกล้เวลาร้านปิดแล้ว คืนจักรยานเสร็จไม่รู้จะไปไหนดีเลยตกลงกันว่าจะไปดูย่านทัวร์ริสซะหน่อย เผื่อได้ช๊อปปิ้งเล็กๆน้อยๆกลับบ้าน

  เราเลยนั่งรถไปย่าน Alexanderplatz คนเยอะมาก เหมือนๆกันห้างแถวบ้านเรานี่แหละ เราเลยลองแวะเข้าร้านรองเท้าดูสิจะเป็นยังไง ในที่สุดก็ได้ของถูกทั้งรองเท้าและเสื้อกลับมาเมืองไทยพอกรุบกริบ และที่สำคัญเลยคือเดินไปนิด จะมีร้านขายของเอเชียอย่าง มาม่า กิมจิ กะปิ หรืออะไรไทยๆที่เอาไปทำกินเองอยู่เยอะมาก วันนี้เราเลยได้มาม่าเอาไปผัดสำหรับมื้อเย็น แต่ก่อนกลับบ้านขอแวะซื้อขอกินจุบจิบนิดหน่อยอย่างที่เห็นในรูป

Processed with VSCO with a6 preset

  แพลนของเราคืนนี้คือการเข้า Berghain คุยกับ Kavan ไว้ว่าถ้ามี Guestlist ที่สามารถพาเข้าร้านได้เลยก็จะดีมาก เอาจริงๆเลยคือกลัวจะไม่ได้เข้า เพราะหน้าตาอาจผิดระเบียบ คืนนี้เรามาเริ่มกันก่อนที่ร้าน OHM คลับแห่งใหม่ของเบอร์ลิน ร้านนี้อยู่ถัดจาก Tresor ลึกเข้าไปด้านใน เป็นร้านขนาดกลาง ที่จุคนได้ประมาณ 150 คน มีบาร์เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ตรงกลางร้าน มี Dancefloor อยู่ใกล้กับบาร์

  ถ้าเป็นวันศุกร์-เสาร์ และช่วง Summer ที่นี่จะครึกครื้นเป็นพิเศษ เพราะอาจได้เจอกับ Dj และศิลปินมากมายแวะเวียนมาเล่นที่นี่ และคนส่วนใหญ่ใน Dancefloor จะตื่นเต้นที่ได้เห็นคนเอเชียไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ดนตรีของที่นี่ก็แล้วแต่ว่า Promoter ของคืนนั้นเป็นใคร วันที่เราไปเป็นงาน Altered Soul Experiment with Alton Miller ได้ฟังเพลง Soul, Funk, Disco เก๋ๆจาก Alton Miller ได้เห็น Clubber ที่นี่สามารถเต้นรำไปกับเพลง Disco ได้ไม่น้อยไปกว่า Techno และร้านนี้กลายมาเป็นร้านที่มาเบอร์ลินกี่ครั้ง ยังไงก้ต้องมา

ohm 1

ohm 2

ohm 3
OHM
Köpenicker Str. 70, 10179 Berlin, Germany
Photo from The Club Map


  พวกเราออกจาก OHM ตอนตี 1 เพื่อไปต่อกันที่ Berghain ก่อนจะไปถึงที่อยากให้ทุกคนทำความรู้จักกับ Club แห่งนี้ซะก่อน Berghain แบ่งออกเป็น 5 area
1. Berghain (Main Room)
2. Panorama bar
สองห้องนี้เปิดศุกร์ถึงบ่ายวันจันทร์
3. Saule
4. Garden
5. Dark room
  แต่ละห้องก็มีความเจ๋งแตกต่างกันไป แต่ห้องหลักๆก็จะมีแค่ 2 ห้องเท่านั้น ส่วน Garden จะเปิดเฉพาะช่วง Summer เท่านั้น Saule ก็มีไว้สำหรับ Event ที่เป็น LIVE ซึ่งมีมาไม่บ่อยนัก และ Dark Room ก็มีไว้สำหรับผู้ชายหรือเพศที่ 3 ที่เปิดใจแล้วเท่านั้นเลยจริงๆ ห้องนี้ผู้หญิงจะถูกห้ามไม่ให้เข้าอาจเพราะความดิบเถื่อนทั้งหมดจะมารวมกันอยู่ที่นี่

  หลังจากทราบถึงห้องต่างๆคร่าวๆแล้ว พวกเรานั่งแท็กซี่มาถึงพอดี พร้อมๆกับภาพที่เห็นจนชินตากับแถวยาวเหยียดที่ทำให้หลายๆคนถอดใจ แต่เราชิลล์เพราะ Kavan อาจจะพาเราเข้าได้คืนนี้ เราเดินไปถึงประตูทางเข้า ข้างๆกับที่เขาต่อแถวกันนั่นแหละ มาเจอกับ Kavan แต่ต้องผิดหวัง เพราะ Kavan มี Guestlist ได้แค่คนเดียวคือ Marmosets aka.พี่ปอนด์ นั่นแหละ เราสามคนเลยเดินกลับมาต่อแถวเหมือนคนทั่วไป

  Trick สำคัญที่อยากแนะนำสำหรับคนที่จะเข้า Berghain คือ จะมาด้วยกันกี่คนก็แล้วแต่ ให้แยกต่อแถว เป็น 1 หรือ 2 คน อย่ายืนติดกัน ทำเหมือนไม่ได้มาด้วยกัน และก็ไม่ต้องเล่นโทรศัพท์นะ ยืนนิ่งๆมองคนไปมา และสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งคือ เสียงดัง แบบที่คนไทยชอบทำเวลาอยู่หน้าคลับควรจะเงียบและนิ่งเท่านั้น

  การแต่งกาย หลายคนบอกว่าต้องสีดำ ซึ่งผิดถนัด ไม่เกี่ยวว่าคุณจะใส่เสื้อผ้าสีอะไร แต่ต้องดูแล้วมาเพื่อเต้นรำ และฟังเพลงจริงๆ อย่าแฟชั่นมาก เอาเรียบๆเซฟสุด เรา 3 คนยืนต่อแถวห่างกับประมาณ 10 คน เรายืนคนเดียว ส่วนอู๋ตั๋งยืนคู่กัน 2 คน ต่อแถวประมาณเกือบ 1 ชั่วโมงไม่นานมาก ระหว่างยืนต่อแถวก็จะเจอมารยาทของฝรั่ง ที่แอ๊บทักเพื่อนแล้วเข้ามาแทรกระหว่างแถว เป็นกันเยอะมารยาททรามสุด มีด่าไปเล็กน้อยแต่ก็ทำมึนผลสุดท้ายคนพวกนั้นก็ไม่ได้เข้า เพราะอะไรรู้มั้ยเพราะหน้าร้านจะมีกล้องวงจรปิด ที่มีคนดูพวกคุณอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการเข้าร้านก็จะเป็นคนจากกล้องนี่แหละ ที่บอกว่าใครเข้าได้เข้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรแผลงๆเลย

  เราเริ่มเข้าใกล้ประตูทางเข้าเต็มที ใจเต้น 140 BPM ตื่นเต้นว่าจะได้เข้ามั้ยเพราะ 10 คนก่อนหน้า ถูกตัดออกไป 6 และคนก่อนหน้าเราสองคนที่มาแซงก็ไม่ได้เข้าตามระเบียบ ในที่สุดก็มาถึงคิวเรา ใครเคยเห็น Sven Marquardt บ้าง Bouncer ที่อยู่หน้าประตูคอยคัดคนเข้าออก แต่วันนี้เขายืนอยู่ตรงทางเข้าคอยดูแลความสงบและเพื่อให้คนเกรงขาม เอาจริงๆวินาทีที่มอง Sven ฉี่แทบราดมือเย็นเฉียบเหมือนคนตาย จนมาถึงประโยคสนธนาระหว่างเราและ Bouncer

  Bouncer : ชูนิ้วและถามว่า You come alone.
  เรา : ชูนิ้วว่ามาคนเดียว และตอบ Yes แบบเบาๆ หน้านิ่งๆ
  Bouncer : Wait a second.และมองหัวจดเท้า พร้อมกับมองคนด้านในร้าน
  Bouncer : Get in.

  นาทีที่เดินผ่าน Sven Marquardt และ Bouncer หน้าดุคนนั้นคือเกร็งสุดชีวิตแต่ก็รอดมาได้ ผ่านประตูทางเข้ามาแล้วเลี้ยวซ้ายจะเป็นจุดค้นตัว ค้นทุกอย่างดึงออกมาให้หมด และเขาก็จะทำการใช้สติ๊กเกอร์ปิดเลนส์โทรศัพท์มือถือของคุณไปด้วยในเวลาเดียวกัน เสร็จแล้วเดินไปจ่ายเงินค่าเข้า วันนั้นเราเสียค่าเข้าไป 18 ยูโร พร้อมกับได้ Stamp คำว่า Freedom ที่ข้อมือ ครั้งแรกที่มองข้อมือที่มีหมึกสีดำแปะคำว่า Freedom แม่งเหมือนถูกสะกด นาทีนั้นไม่รู้เลยว่าจะเข้าไปเจอกับอะไรบ้าง อาจเป็นอีกโลกที่มีแต่อิสระเหมือนความหมายของมันก็ได้ มองอยู่นานจนเหมือนกับมันบอกว่าอิสระรอคุณอยู่อีกแค่เสี้ยววินาที และสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยคือ Stamp ที่ข้อมืออันนี้ มันยังเป็นใบผ่านประตูทั้ง 2 วันต่อจากนี้เป็นต้นไป

  เดินออกจากที่จ่ายเงินจะเป็นจุดรวมตัว เป็น Cloak room โซนฝากเสื้อ ที่กลายมาเป็นที่รวมตัว ที่นั่งรอ ที่เปลี่ยนเสื้อผ้า และเมื่อผ่านมาได้เราก็มารอทั้งพี่ปอนด์ที่เข้าไปแล้ว และมานั่งลุ้นว่าอู๋กับตั๋งจะเข้าได้มั้ย ผ่านไปไม่ถึง 10 นาที อู๋และตั๋งเดินเข้ามา ตอนนั้นอยากกรี๊ดมากแต่กลัวดูเหมือนบ้านนอกเข้าเมือง สังเกตุหลายๆคนตรงนั้นไม่มีใครใช้โทรศัพท์เลยก็ดีเหมือนกันนะระหว่างที่ฝากเสื้อเรานั่งสังเกตุคนที่เข้ามาที่นี่อย่างละเอียดอีกครั้ง และได้เห็นเรื่องราวแปลกใหม่ที่คนเขาร่ำลือกันหน้าหูว่า ที่นี่คือ Gay Club ก็มีความจริงอยู่เพียงครึ่งเดียว แต่ขอเราเรียกที่นี่ว่าที่ปลดปล่อยดูจะเหมาะกว่า เหมือนกับตราปั๊มที่เขียนว่า Freedom นั่นแหละ

  ห้อง Cloak room จึงเป็นห้องที่แฟนซีที่สุดของเรา เพราะได้เห็นอะไรแปลกๆที่นี่เยอะพอสมควร เช่นผู้หญิงคนนั้นเดินมาถอดเสื้อโค้ทข้างหน้าเรา และชุดด้านในก็เป็นเพียงโซ่สายเล็กๆเกาะที่หน้าอกเปลือยๆมาพร้อมกระโปรงตัวจิ๋ว และร้องเท้า Underground หรือจะเป็นสาวร่างอวบที่แก้ผ้าหมดทุกชิ้น ใส่เพียงชุดคลุมกิโมโนสั้นๆ บางๆเท่านั้น และที่ชอบที่สุดคือเหล่าเกย์ทั้งหลาย ที่แต่งตัวได้แซ่บสุดๆกับกางเกงหนังจีสตริงตัวจิ๋ว และรองเท้า Dr.Martins ที่แท็กทีมมากันเป็นกลุ่ม


berghain-4
Photo from www.decor8.gr


  ข้างในคลับนี้มันคืออีกโลก โลกที่คุณไม่มีวันได้เห็นข้างนอกและไม่มีที่ไหนทำกัน แต่ละคนจะมีธีมการแต่งตัวที่ปลดปล่อยตัวเองเต็มที่ เราขอแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 4 ประเภท 4ทีมให้เข้าใจง่ายๆ
  1. ทีมชุดหนัง ไม่ได้หมายถึงว่าต้องใส่ชุดหนังทั้งชุดนะ จะเป็นสายหนัง โซ่หนัง โซ่เหล็ก กระโปรงหนัง เสื้อในหนัง กางเกงในหนัง และส่วนใหญ่จะไม่ค่อยใส่เสื้อ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง เป็นต้น คนกลุ่มนี้จะมีรสนิยมของการฟังเพลงที่หนักหน่วง เราจึงเห็นคนชุดหนังเหล่านี้ใน Main Room เยอะเป็นพิเศษ พร้อมท่าเต้น Signature ที่เหมือนๆกันแทบทั้ง Floor
  2. ทีมชุดกีฬา มาหมดทั้งกางเกงกีฬาขาสั้น Headbandกันเหงื่อ ชุดว่ายน้ำ บิกินี่ ถุงเท้ากีฬาตึงๆ และส่วนใหญ่ก็จะใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนกลุ่มนี้จะอยู่ห้อง Panorama Bar ซะส่วนใหญ่
  3. ทีมคนทั่วไป ที่แต่งตัวธรรมดาแบบพวกเราๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เข้ามาซึมซับบรรยากาศ ฟังเพลงจริงๆ และเต้นเหมือนหมาบ้าพร้อมเหงื่อโชกๆ
  4. ทีมนักท่องเที่ยว ที่ได้เข้ามาแล้วเดินดูห้องนู้น นี่ นั้นไปเรื่อยๆ นั่งฟังเพลงบ้าง แต่อยู่ได้ไม่นานก็ออก

  ถัดจากห้องฝากเสื้อเราจะเจอกับโถงใหญ่ๆ ที่ด้านซ้ายเป็นห้องเปิดใหม่ที่ชื่อ Saule แต่วันที่เราไปดันไม่เปิด จึงกลายเป็นที่นั่งพัก และบาร์ไปโดยปริยาย ส่วนโถงตรงกลางที่ว่านี้มีรูปปั้นอยู่ตรงกลาง มองแล้วคล้ายคนกำลังอ้าปากรับน้ำจาก……อยู่ เป็นงานศิลปะที่แฝงเข้ากับสถานที่ได้เป็นอย่างดี เดินผ่านรูปปั้นนี้ก็จะเป็นบันไดเพื่อขึ้นชั้น 2 ขึ้นไปเราจะได้เจอกับห้อง Main room และเพลง Techno ไปจนถึง Hard Technoแบบจริงจัง ทั้งDance Floor ถูกสะกดไปด้วย Beat ของดนตรี บางคนก็กำลังทำอะไรกันอยู่ตรงมุมบ้าง หน้าห้องน้ำบ้าง เป็นภาพที่จะไม่มีวันลืมเลยว่าคืนนี้ คือคืนที่พีคที่สุดในชีวิตที่เคยไปคลับมา ห้องนี้ถือได้ว่า Educate คนได้เป็นอย่างดี สอนให้ได้รู้จักกับคำว่า Real และ Pure Techno มันเป็นยังไง หลายคนบอกว่าเล่น Techno แบบเบอร์ลินต้องแบบนี้นะ แบบนั้นนะ ตอนนี้ไม่เชื่อละเพราะที่เห็นอยู่ตรงหน้านี่แหละ Techno แบบเบอร์ลินของจริง

  ถัดจาก Main Room ไปทางซ้ายจะเป็นบันไดขึ้นอีกชั้น ชั้นนี้คือห้อง Panorama Bar ดนตรีที่นี่จะซอฟท์กว่า Main room เป็น House, Tech House และ Deep House เท่ๆ ผสม Disco หน่อยๆแล้วแต่ศิลปินที่มาเล่นในวันนั้น ความ Surprise ของห้องนี้อยู่ตรงที่ เมื่อเวลา 10 โมงเช้า หน้าต่างบานพับของที่นี่จะค่อยๆเปิดรับแสง ให้สาดเข้าภายในห้องเล็กน้อยเข้าจังหวะกับเพลง Deep House ที่ดีเจเล่น มันคือความฟินที่ช่างเข้ากันดีเหลือเกิน ถ้าเมาเหล้าก็จะรู้สึกอีกแบบ ถ้าเมายาก็จะรู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์ยังไงยังงั้น

  หลายคนที่มาที่นี่บอกว่าห้องน้ำโหดมาก ถูกต้อง ห้องน้ำโหดมาก เพราะมันรวมหญิงชาย ต่อคิวก็นานจริงๆ เพราะแต่ละห้องก็เข้าไปกัน 4-5 คนก็มี ประตูห้องน้ำก็กั้นไว้แค่ช่วงกลางลำตัวเท่านั้น คุณจึงเห็นทั้งเท้า และหัวของคนในห้องน้ำว่าทำอะไรกันอยู่บ้าง ส่วนห้องน้ำตรง Main Room ก็รวมหญิงชาย ประตูเป็นแบบปิดที่ออกแบบให้ห้องน้ำเหมือนมีลูกกรงล้อมเราเอาไว้ เท่และแอบหลอนหน่อย แต่โหดกว่าห้องน้ำชั้นบนคือชอบมีคนทำอะไรกันในห้องน้ำนี่ละ

1-immuypL3zMyJjDM3ifU-Xg
Infographic ตัวเก่า แต่ถือว่าอธิบายได้เห็นภาพในระดับหนึ่ง

  หลังจากเต้นกันจนเหนื่อยก็ขอพักสักหน่อยด้วยการเดินสำรวจ เราได้เห็นห้องสูบบุหรี่ที่จัดระเบียบได้เป็นอย่างดี และคนใน Dance Floor ที่นี่จะไม่แอบสูบบุหรี่เท่าไหร่ ก็มีบ้างเพราะที่นี่ไม่มีกฎว่าห้ามสูบบุหรี่ แต่คนส่วนใหญ่ก็ไปสูบกับที่ห้องสูบบุหรี่นะ เพราะมีทั้งที่นั่งพัก แถมได้รู้จักเพื่อนใหม่ด้วย ใกล้ๆกับห้องน้ำชั้น Panorama Bar เราจะเห็นคอกสีเหลี่ยม ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ เลยเดินๆดู เจอแจ็คพ๊อตเป็นคน Make Love กันอยู่ ด้วยความไม่รู้นั่นแหละ ที่นี้รู้ละว่าตรงนี้เป็นคอกเอาไว้สำหรับใครที่อยากจะ Make love กันก็มากันที่นี่ อย่าทำอะไรกันเกลื่อนกลาด

  เราลงไปชั้น Main room เพื่อเดินต่อไปอีกฝั่งที่เป็นบาร์ และมี Café เล็กๆด้านบน ไปหาของกินเพื่อเติมพลังจะได้อยู่ถึงเช้า อาหารของที่นี่ก็มีแซนวิช ที่ส่วนใหญ่จะเป็น Vegan และไอศกรีมทั้งหลาย กล้วยหลายหวีอยู่ หรืออยากกินน้ำปั่นเย็นๆที่นี่ก็มี และได้รับความนิยมมาก ลืมบอกไปว่า อุณหภูมิข้างนอกร้าน 11-13 องศา แต่ด้านในนี่ 28 – 30 องศาเลยนะ คนที่มาที่นี่เขาก็เลยไม่นิยมใส่เสื้อผ้ากันนั่นแหละ

  เราดื่มเบียร์กันคนละ 3-4 ขวด ราคาเบียร์ที่นี่ 4.50 ยูโรไม่ได้แพงมากนะ น้ำเปล่าขวดแก้ว ขนาดใหญ่ยี่ห้อ Gerolsteiner ราคา 3 ยูโร, Sparking wine 4.50 ยูโร ไม่แพงเลยจริงๆ เครื่องดื่มราคาไม่เกิน 8-10 ยูโร ราคาน่าคบ กินได้นาน สั่งเรื่อยๆอะไรแบบนั้น

  เราเข้ามาอยู่ที่นี่กันตั้งแต่ตี 2 ครึ่ง ได้ดูศิลปิน ดีเจที่อยากดูไปกันเกือบครบ ทั้ง Octave One (live) Kamikaze Space Program, Slam ที่ห้อง Main room และ Lord Of The Isles (live), Cassy ,Richard Fearless ที่ Panorama bar ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 9 โมงเช้าแล้ว พลังของพวกเราสี่คนจะหมดแล้ว เลยตัดสินใจว่ากลับบ้านกันก่อน แล้วพรุ่งนี้้มาใหม่ตอนบ่ายๆ เพราะงานวันนี้เปิดกันทั้งวันทั้งคืน และสิ่งที่สำคัญและดีมากๆคือ ห้ามทำให้ตัวปั้มที่ข้อมือจาง หรือลบ เพราะคุณสามารถเข้าที่นี่ได้อีกในวันรุ่งขึ้น โดยไม่ต้องต่อแถว

  วันนี้เรากลับบ้านไปพร้อมความฟิน แต่จะรีบตื่นเพื่อมาดูศิลปินที่เหลือกันต่อในบ่ายวันอาทิตย์

ED1-2613
Berghain / Panorama bar
Am Wriezener Bahnhof, 10243 Berlin, Germany

GERMANY DAY 9 (BERLIN)

  เมื่อเช้าเรานอนกัน 9 โมงนิดๆ และตื่นกันบ่าย 3 เพื่อรีบไป Berghain บ้ามั้ยละ เหมือนเสพติดอะไรเข้าให้ แต่เป็นการเสพติดดนตรี เสพติดความเจ๋งของที่นี่ เรามาถึงกันช่วง 4 โมงเย็น เพราะบ้านไม่ไกลจากที่นี่มากนัก มาถึงคนต่อแถวเข้าร้านยาวเหมือนกันนะ ส่วนคนที่เข้าไปแล้วเมื่อวานก็จะมีแถวต่างหาก แค่ยื่นข้อมมือที่มี Stamp ให้ก็เดินเข้าได้ชิลล์ๆ ความรู้สึกวันที่ 2 นี้เหมือนได้กลับบ้าน เหมือนเมื่อกี้ไปพักผ่อนที่อื่นมาแล้วกลับมาบ้านอีกครั้ง

  วันนี้เราพุ่งไปที่ Panorama Bar กันก่อนเลย เพราะอยากดูศิลปินหลายคนมากๆ ทั้่ง Bicep, Gerd Janson และ The Black Madonna มาถึงก็เจอ Bicep เล่นอยู่ แต่มีเสียงเรียกจาก Main Room ทำให้เราต้องลงไปดูความพีคว่าใครเป็นคนเล่นกันนะ วันนี้ Main Room มี LSD ,Lucy ,Psyk ,Ø [Phase] Stage นี้รอดู Ø [Phase] คนเดียวเลย แต่มาสะดุดหูกับ LSD ศิลปินรุ่นเก๋ากับ Techno โหดๆที่ได้ Inspire ใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาในสมองแบบเต็มเปี่ยม

  เดินดูสลับไปมาระหว่าง 2 ห้อง เปลี่ยนมูสอารณ์สุดๆ และก็ฟินสุดๆ ได้ดู Gerd Janson และ The Black Madonna แบบใกล้ๆ เอื้อมมือไปก็ถึง เห็นการเล่น การเข้าเพลง เห็น Crowd ของคนที่อยู่ตรงนั้น บอกตรงๆว่าไม่เคยเห็นภาพนี้ในหัวมาก่อน จนถึงตอนนี้ วันนี้ที่เขียนอยู่นี้ภาพนั้นยังติดตา ทุกคนเต้นไป ยิ้มไป ทั้งเมา และถูกเพลงสะกด ยืนเต้นไปตั้งแต่บ่าย 4 โมงจนสามทุ่ม สนุกสุดๆ เลยมาพักเบรคที่ห้อง Saule ห้องนี้คือห้องที่เพิ่งเกิดไม่นาน จะเน้นไปที่ Live Experimental เป็นหลัก และห้องนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราอยากมาที่นี่

  เรานั่งจิบเบียร์คุยเรื่อง Scene ดนตรีของเมืองไทย เปรียบเทียบชัดๆระหว่างเบอร์ลิน และกรุงเทพฯ ด้วยหัวข้อ ทำไม Club Scene ที่นี่จึงเฟื่องฟู คำตอบง่ายๆที่หลายๆคนอาจจะรู้ไปบ้างแล้วคือ รัฐบาลที่นี่ให้การสนับสนุน เพราะมันคืออีกหนึ่งช่องทางการทำเงินให้กับประเทศเยอรมันนีในเชิงการท่องเที่ยว คิดดูสิว่า 5 อันดับความเจ๋งของเบอร์ลินมีอะไรบ้าง หนึ่งใน 5 นั้นต้องมี Club Scene ติดอยู่ในนั้นแน่นอน การเปิดคลับข้ามวันข้ามคืนนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา มันต้องได้รับแรงสนับสนุน และกองหนุนของฝ่ายไหนบ้างคิดดู

  พูดกันจบประโยคก็นั่งเงียบ ดูคนผ่านไปมา ดูความเจริญและผู้คนของที่นี่ แม้ส่วนใหญ่จะดูดิบ ดูเถื่อน แต่คนในนี้จะให้ความเคารพสถานที่ เคารพศิลปินอย่างมาก ผู้คนในร้านทุกคนเท่าเทียมกัน มาเพื่อสนุกด้วยกัน เป็นความรู้สึกที่ดีเอามากๆตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้เดินผ่านประตูเข้ามา นึกได้แค่นั้นเราก็รีบเดินขึ้นไปซึมซับบรรยากาศของ Berghain ให้เต็มเปี่ยมก่อนที่พรุ่งนี้จะย้ายเมืองกันอีกครั้ง

  วันนี้เราออกจากร้านช่วงเที่ยงคืน เพราะมีบินไปสก๊อตแลนด์พรุ่งนี้เช้า เราลา Berghain และ Panorama Bar ไปด้วยพลังอันล้นปี่ ได้รับแรงบันดาลใจในเรื่องของดนตรีและ Club Scene หลายๆอย่าง รวมไปถึงที่นี่เปลี่ยนทัศนคติต่อดนตรีเต้นรำในโลกใบเล็กๆนี้ไปโดยสิ้นเชิง เรามองเห็น Club Culture ที่น้อยประเทศนักจะประสบความสำเร็จ และมันคือรากฐานของกลุ่มคน ของนักดนตรี ของผู้ฟังที่ดี ที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้ Club Scene ของเมืองนั้นๆ หรือประเทศนั้นๆกลายมาเป็นแรงผลักดันให้ศิลปินผลิตผลงานเพลงดีๆออกมาด้วยเช่นกัน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมศิลปินหลายๆคนถึงขวนขวายที่จะมาเมืองเล็กเมืองนี้กันนัก

**ขออภัยที่รูป Berghain น้อยไปนิด เพราะเขาไม่ให้ถ่ายจริงๆนะ แอบถ่ายก็อาจโดนไล่ออกจากร้านแน่นอน

Word : Phakavadee Deechuay aka. WINKIEB
Photographer : Kritsada Vadeesirisak aka. Kingkong, Marmosets


#Beatjouney Part 1
#Beatjouney Part 2
Source :
WINKIEB

WINKIEB
bill@tempobkk.com
ผู้รักเสียงเพลง และดนตรีสังเคราะห์เป็นชีวิตจิตใจ

TURNTABLES AND CDJS HAVE BEEN BANNE...

LOOP

ทิ้ง Vinyl และ USB ก่อนเข้าคลับที่นี้ได้เลย ในยุคที่ดีเจกลายเป็นเรื่องง่ายๆของคนทั่วโป เพียงแค่มี USB อันจิ๋ว ก็เดินเข้าคลับตัวปลิวไปได้เลย แต่สำหรับที่นี่ไม่ใช่อย่างนั้น “Liquid Sky” คลับจากเบอร์ลินปะกาศอย่างเป็นทางการ...

Best Foreign Films about sex.

Uncensored

เมื่อพูดถึงภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับเรื่อง Sex คุณก็คงนึกถึงหนังอเมริกันเซ็กซี่ๆ ที่แสดงให้เห็นภาพของการถึงจุดสุดยอดแบบปลอมๆ หรือนึกถึงหนังอย่าง Fifty Shades of Grey ที่หลายคนบอกว่ามีฉากเซ็กที่เร่าร้อน แต่นอกจากหนังอเมริก...

Blade Runner with electronic music ...

LOOP

สิ่งที่ยังตราตรึงในสมองหลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์ Blade Runner ไปแล้วคงจะเป็นเรื่องขององค์ประกอบของภาพ ที่ถ่ายทอดออกมาได้เหมือนผลงานศิลปินชั้นเยี่ยม แต่นอกจากภาพแล้ว เสียง Score ของภาพยนตร์เรื่องนี้ดูจะเป็นอีกหน...

THE YOUNGEST DMC WORLD DJ CHAMPION ...

LOOPV.D.O.

DJ Rena ได้กลายเป็นผู้ชนะที่มีอายุน้อยที่สุดของ DMC World Championship ศิลปินหรือ Dj Hip Hop ในยุคปัจจุบันนั้น ถูกเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมาก จนลืมไปว่า Culture ของดนตรี Hip Hop นั้นเกิดมาจาก Turntab...

TEMPO NEWSLETTER