#BeatJourney Part2 Berlin

05/06/2017

By: WINKIE B

  หลังจากฟินไปกับอัมสเตอร์ดัมแล้ว เรามาต่อกันที่เยอรมันบ้าง ปีนี้เราไม่ได้ไปแค่เบอร์ลิน แต่เราไปแวบไปดูงาน Music Festival อีกหนึ่งที่ ที่อยู่ต่างจังหวัดของเยอรมันอย่าง มันไฮม์ เมืองท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ ที่อยู่ติดกับแฟรงค์เฟิร์ต ปีนี้เราตั้งใจที่จะมาดู Production สุดอลังการของงาน Time warp Festival คือมาเยอรมันทั้งที จะไปแค่เบอร์ลินเมืองเดียวก็กะไรอยู่ เอาวะลองดูสักตั้งแล้วกัน

  เราแพลนการซื้อบัตร และการเดินทาง ที่พักตั้งแต่อยู่เมืองไทย หาที่ที่ถูกและสะดวกที่สุด แต่ก่อนอื่นเลยต้องฝ่าฟันการซื้อบัตรช่วง Early Bird ให้ได้ก่อน เพราะเท่าที่ทราบมา การจำหน่ายบัตร Early Bird หมดในเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และเราก็ทำสำเร็จ ได้บัตรมาในราคาคนละสองพันกว่าบาทเท่านั้น

  หลังจากนั้นก็เป็นเวลาของการหาที่พัก ซื้อตั๋วเครื่องบิน ซื้อตั๋วรถไฟ จิปาถะ สำหรับการมา Time warp เพียงแค่ 1 คืนเท่านั้น เรื่องราวทั้งหมดจะเริ่มขึ้นแล้ว ติดตามได้ที่ด้านล่างนี้

Germany Day 1 (Mannheim)

  เราบินจากอัมสเตอร์ดัม มากันที่แฟรงค์เฟิร์ต และต่อรถไฟมาที่เมืองมันไฮม์ ลงจากเครื่องปุ๊บก็มีรถมารับไปที่รับกระเป๋า ความ Surprise มันอยู่ตรงนี้ เราอยู่บนรถ Shuttle bus จะเครื่องไปสนามบิน ยืนโซนด้านหลังรถใกล้ๆกับฝรั่งหน้าแขกๆ 2 คนที่ออฟชั่นมาเต็ม เราเลยยืนเม้าท์กับพี่ปอนด์สนุกเลย ปรากฎมาถึงจุดรอกระเป๋า เจอ Carl Cox ยืนรอกระเป๋าอยู่ พร้อมทีมงาน แล้วฝรั่งหน้าแขกๆ 2 คนที่ว่านี้ก็เข้าไปเซย์ไฮ Carl Cox เราเลยมอง 2 คนนั้นดีๆอีกที นี่แทบกรี๊ดแตก เพราะ 2 คนที่ยืนเบียดกันอยู่ตั้งนานคือ The Martines Brother จ้า มีความเซ็ง มีความอยากขอโทษที่เม้าท์แร๊งแรง อยากขอถ่ายรูปทั้ง Carl Cox และ The Martines Brother แต่ผู้จัดการก็เข๊มเข้ม ไม่ถ่ายก็ได้จ๊ะ

  หลังจากได้กระเป๋าแล้วเรามาต่อ Shutter Bus อีกคันเพื่อมาลงที่สถานีรถไฟ ความมันส์ มันเริ่มตรงนี้ แบกกระเป๋าคนละ 2 ใบเพื่อหาร้านขาย Sim Card เดินไปเดินมาระหว่าง 2 ตึก แถมยังต้องทำเวลาเพราะตอนนั้นเป็นเวลา 6 โมงเย็นแล้ว และงาน Time warp จะเริ่มในอีก 1 ชั่วโมง ได้ร้านขายซินเรียบร้อยในราคาที่แพงแสนแพง เพราะอาจจะเลือกผิดร้าน แต่ไม่มีเวลามาก เอาร้านนี้แหละ ตกแล้วคนละ 40 ยูโร

ED1-03318

  ซื้อเสร็จเรียบร้อยเดินไปอีกตึกเพื่อซื้อตั๋วรถไฟ เราไม่ได้หาข้อมูลเลยว่าจะซื้อตั๋วรถไฟยังไง เพราะคิดเอาเองว่าแค่สถานีเดียวถามใครก็ได้ไม่ คงไม่ยากหรอก ผลคือตู้ขายบัตรเป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด กดเปลี่ยนภาษาไม่ได้ แต่มีคนใจดีมาช่วย เป็นคนเมายาอยู่แถวนี้ ไม่เรื้อนนะ เขามาช่วยจริงๆ แต่เราทำท่ากลัวๆแบบไม่พูดกับเขา เขาก็เลยไปช่วยคนอื่นแทน และเราก็ไม่ได้ตั๋วสักที ผ่านไปเกือบ 15 นาที พี่ปอนด์กดมั่วๆเอา เออทีนี้ได้ตั๋วว่ะเฮ้ย เลยรีบไปขึ้นรถไฟซึ่งอยู่ห่างออกไปจากที่จำหน่ายตั๋วแบบว่า โอ๊ยจะทำให้มันยากทำไมไม่รู้

  ดูเวลาแล้วเป็นเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง ซึ่งงานเริ่มแล้วแหละ แต่ทำไงได้รถไฟยังไม่มาก็ต้องรอต่อไปเรื่อยๆ พอรถไฟมาปั๊บรีบกระโดดขึ้นรถเลยเพราะคนเยอะมาก เรานั่งมา 1 สถานี ประมาณ 15 – 20 นาที เราก็มาถึงมันไฮม์ ลงจากรถไฟปุ๊บก็รู้เลยว่าคนในสถานีนี้หลายๆคนต้องไปงาน Time warp กันแน่นอน เดาไม่ยากเลย เพราะวัยรุ่นที่นี่ใส่ชุดดำกันแทบทุกคน ทั้งคนที่เพิ่งลงจากรถไฟ หรือคนที่ยืนรถรถบัสเพื่อที่จะไปงาน

  โชคดีสุดๆที่เราจองโรงแรม InterCityHotel ใกล้สถานีรถไฟ และที่ขึ้นรถบัส แบบเดินยี่สิบก้าวถึงเลย เก็บของในโรงแรมเสร็จเราเดินลงมาหาของกินเป็นมื้อค่ำ และก็แน่นอนว่าต้องเดินผ่าฝูงชนคนเทคโนเสื้อดำเกือบร้อยคน เพื่อข้ามไปซื้อของกินในสถานีรถไฟ กินเสร็จขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเก็บของ เตรียมตัวไปงาน Time warp ที่จะต้องอยู่ที่นั่นถึงเช้าของอีกวัน

ED1-03358

ED1-3604

ED1-3605

ED1--3
InterCityHotel Mannheim
Schlossgartenstraße 1, 68161
Mannheim, Germany


  มีเพื่อนๆของเรานัดศิลปินที่เล่นในงานนี้ไว้ให้ตอนห้าทุ่ม เพื่อให้เราได้อยู่หลังเวที ไม่ต้องเบียดเสียดกับคนภายในงาน เราขึ้นรถไฟไปงานตอนสี่ทุ่มนิดๆเพราะคิดว่างานใกล้ๆ ทันเวลาเจอเพื่อนอยู่แล้วตอนห้าทุ่ม ภายในรถเต็มไปด้วยเหล่าผู้ชมจากทั่วยุโรป ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กวัยรุ่น มากันเป็นกลุ่มเป็นทีม เสียงดังโหวกเหวกสุดๆ แต่นึกถึงเราตอนอายุเท่านี้ ก็เป็นแบบนี้แหละ และก็เหมือนเดิมมีเราเป็นเอเชีย From Thailand เพียง 2 คนเช่นเคย

  รถไฟใช้เวลาประมาณ 5 – 10 นาทีก็ถึงที่หมาย ผู้คนต่างต่อแถวเบียดเสียดเพื่อที่จะให้ได้เข้างานกันมากกว่าร้อยคน เป็นการต่อแถวที่เยอะที่สุด แน่นที่สุด เบียดที่สุดเท่าที่จำความได้เลย เราถึงตรงช่องตรวจบัตรเข้างาน เป็นเรื่องก็คราวนี้ คือบัตรที่ปริ้นมาแต่ละใบจะต้องมีบาร์โค้ด เพื่อสแกนเข้างาน แต่เราไม่ได้รับเมลล์ และไม่ได้บาร์โค้ดที่ว่านี้เลย พอถึงที่ตรวจบัตรปุ๊บ เราเลยแจ้งกับพนักงาน แต่ชีก็ทำหน้าเบะปากแล้วก็บอกว่าไม่รู้ ไม่รู้ และไม่รู้ท่าเดียว พอดีจังหวะที่คนดูแลเรื่อง Ticket Online เดินผ่านมาพอดี เลยพาเราไปเช็คชื่อว่าในบัตรที่เราถือกับในระบบว่าตรงกันมั้ย ผลสุดท้ายก็ได้เข้างานเรียบร้อย แต่ก็ยังติดใจว่า ถ้าเจ้าหน้าที่คนนี้ไม่เดินผ่านมา พนักงานตรวจบัตรคนนี้จะให้เราเข้างานรึเปล่า ถ้าไม่ได้เข้าจริงๆนี่ร้องไห้หน้างานแน่นอน แต่โชคดีที่ผ่านไปได้ เฮ้อ

ED1-03359

ED1-03360

  ก้าวแรกที่พ้นประตูเข้ามาอะดรีนาลีนเริ่มหลั่ง ตื่นเต้นมาก อยากกระโดดแล้วเต้นรำมันตรงนั้นแหละ แต่ด้วยความที่มา 2 คนเลยต้องควบคุมตัวเองไว้ก่อน ภายในงานเป็นโกดังสองฟาก ซ้าย ขวา มีตั้งแต่ Floor 1-6 เรารีบเดินไปหาเพื่อนก่อนเพราะใกล้ห้าทุ่มแล้ว เข้าไป Floor 4 – 5 เพราะมันติดกัน ยืนรอด้านข้างเวทีนานมาก ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ยังไม่มีใครออกมาทักเลยตัดสินใจเดินไป Floor ใกล้ๆดีกว่า และก็พบว่าที่ไปยืนรอครึ่งชั่วโมงนั้น ผิดห้อง เสร่อมาก ปรากฏคือก็ไม่ได้เจอเพื่อนคนนั้นอยู่ดี แต่ได้เห็นความแปลกใหม่ เห็นวัยรุ่น Techno ที่เต้นกันเอาเป็นเอาตาย เพราะ Line Up ของ Time warp แต่ละคนคือพีคสุด ดูรูปได้ที่ด้านล่างนี้ว่ามีใครบ้าง

Screen Shot 1 Screen Shot 2 Screen Shot 3

  เราได้ดูศิลปินที่อยากดูเกือบครบทุกคน ทั้ง Ricardo Villarobos, Nina Kraviz, Rodhad, Christ Liebing, Laurent Garnier , Jackmaster , Maceo Plex, Dixon, The Martinez Brothers และอีกมากมายนับไม่ถ้วน บางคนเคยดูแล้วก็ขอไปดูศิลปินคนอื่นๆบ้าง ส่วนบางศิลปินก็ไปไม่ทันจริงๆนะ เพราะกว่าจะเข้าแต่ละ Floor ได้เหมือนต้องฝ่าคลื่นมรสุม ของผู้คนนับหมื่นที่เบียดเสียดกันตรงประตูทางเข้าที่เล็กแค่ 2 คนเดิน นี่ก็งงๆกับการจัดการบางส่วนของที่นี่เหมือนกัน แต่ก็เอาเถอะ มันก็คล้ายๆกับงาน Mainstream ทั่วๆไปที่คนจากทั่วทุกมุมโลกจะต้องมารวมตัวกันที่นี่ในทุกๆปี เราเข้า Floor นั้น ออก Floor นี้ที ได้ดูศิลปินละ 4-5 เพลง

ED1-03371

ED1-03429

  การมาในครั้งนี้นอกจากมาดูเรื่องของ Production แล้ว เรายังได้ฟัง Selection ของศิลปินแต่ละคนที่ไม่ใช่แค่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เราได้เห็นอารมณ์ทุกอย่างที่ศิลปินต้องการสื่อออกมาทั้งหมด อย่าง Ricardo Villarobos ที่เคยเห็นตาม Youtube ว่าทุกโชว์ของเขานั้นเล่นเฉพาะแผ่นเสียงเท่านั้น ทำให้วันนั้น Selection ของ Ricardo แตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง ไม่มีเพลงที่ซ้ำกับศิลปินคนไหนเลยในงาน เราจึงได้เห็นคนรอบตัวณ.ตอนนั้นเป็นแฟนเพลงที่ดูมีอายุหน่อยที่มาเต้นกันแบบสุดเหวี่ยง เป็นเกย์ซะส่วนใหญ่ คิดดูความสนุก และการเต้นรำของพวกเธอเหล่านี้สิ ส่วน Ricardo ก็ยังคง Concept ท่าเต้นของเขาเช่นเคย พิเศษตรงที่วันนี้เราได้เห็นมันใกล้ๆแค่เอื้อมเอง

ED1-03456

ED1-03448

  ถัดจาก Ricardo Villarobos ขอพูดถึง Selection เด็ดๆของวันนั้นละกัน เราค่อนข้างประทับใจกับ Set ของ Rodhad และ Maceo Plex แม้ว่าหลายคนจะบอกว่า Set ของเขาแรงและหนัก แต่สำหรับคนหมื่นกว่าคนตรงนั้นกับฟังลื่นหู และแข็งแรงกว่าที่เคย การยืนอยู่ตรงกลางฟลอร์ แม้ไม่ได้เต้นรำก็สัมผัสได้ถึงพลังการถ่ายทอด Selection แต่ละเพลงออกมาเพื่อให้คนในฟลอร์สนุกที่สุด เสียงเบสที่ทะลวงทุกโสตประสาทของหู กระแทกเข้ามากลางออกเต็มๆ คิดดูสิคนหมื่นกว่าคนถูกสะกดด้วย Set ของพวกเขามันฟินขนาดไหน



  หลังจากดู Floor 1 และ 2 ผ่านไป เราก็เดินไปดู Floor อื่นๆบ้างหลายศิลปินงัดไม้เด็ดออกมาสู้กัน แต่ที่สะดุดหู และแตกต่างจากศิลปินที่อยู่ใน List ของเรา เห็นจะเป็น Jackmaster ที่เล่นUk House,Techno ได้สนุกและแปลกกว่าคนอื่นดี ส่วนลุคก็แน่นอน เสื้อเชิ๊ตสีขาวแบบหนุ่มอังกฤษ เนี๊ยบๆ เท่ๆ เหมือนกับเพลงที่เขาเล่น แม้ว่าในฟลอร์ นี้คนจะไม่ล้นหลามเท่าฟลอร์อื่นๆ แต่ก็พีคใช้ได้เลยทีเดียว

ED1-03517

ED1-03520

  หลังจากฝ่าด่านแต่ละ Floor แล้วแบตเริ่มหมด ความง่วงเข้าครอบงำทำให้เรามานั่งงีบในห้องล๊อคเกอร์เก็บของตอนตี 4 งีบได้ครึ่งชั่วโมง ก็เพียงพอที่จะลุยต่ออีก 10 ชั่วโมงข้างหน้านี้ ในระหว่างครึ่งชั่วโมงที่หลับ เราถูกปลุกเป็นระลอกด้วยเสียงเฮฮาของวัยรุ่นกลุ่มข้างๆ ที่มานั่งตั้งวงพักเหนื่อยเช่นกัน เลยต้องย้ายที่ไปเรื่อยๆ ก็ได้เจอกับตำรวจนอกเครื่องแบบที่มาขอค้นตัว ตรวจยา เด็กวัยรุ่นที่นั่งข้างๆ กว่าจะได้นอนก็ตื่นพอดี ไม่ต้องนอนมันละ เดินออกไปหาของกินกันดีกว่า

ED1-03461

  ที่นี่มีของกินไม่เยอะ แต่ว่าแต่ละร้านก็ใหญ่ใช้ได้เลย ได้นั่งมองคนเดินผ่านไปมาก็สนุกดีเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่โอเคกับเด็กวัยรุ่นต่างจังหวัดของที่นี่อยู่ดีในเรื่องของมารยาท ทั้งเดินชน เบียด ผลัก แต่ก็ถูกกลบล้างด้วย Production และ Lighting ที่เจ๋งที่สุดตั้งแต่เคยไปงานประเภทนี้มา เรียกว่าเป็นหนึ่งในสองสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดของงานนี้ และอยากจะเข้าไปสัมผัสมันทุก Floor จริงๆ

  และก็มาถึงเวลาที่เรารอคอย 6.30am. Nina Kraviz เราเข้ามาใน Floor 2 เพื่อมารอดูเธอก่อนเวลา 10 นาที ช่วงเวลานั้นเป็น Sven vath เล่นอยู่ จนหกโมงครึ่งก็แล้ว หกโมงสี่สิบห้าก็แล้ว ตอนนี้เจ็ดโมง Nina ก็ยังไม่เล่นสักที จนเราสังเกตุว่า Turntable ของเธอน่าจะมีปัญหา จึงปล่อยให้ Svan Vath ช่วยเล่นเพื่อประคองคนดูไปก่อนครึ่งชั่วโมง

  แต่ในเวลาเกือบๆเจ็ดโมงเช้า Svan Vath เล่นซะเหมือนเวทีนี้จะปิดลงแล้ว ทั้ง Paper shoot, เพลงฮิตปิดตัวของเขา และการขึ้นมายืนบนบูทดีเจ เราถึงกับงงว่านี่คือโชว์ปิดแล้วหรอ หลายคนที่นั่นมองตากันปริบๆ ผ่านไปไม่ถึง 15 นาที Nina เปลี่ยนมายืนกลางบูท พร้อมเสียงคนเกือบทั้ง Hall ที่เรียกชื่อเธอ

  แล้วตอนนี้ Nina ก็ต้องทำการนับหนึ่งใหม่ เพื่อสะกดจิตผู้คนนับหมื่นใน Dance Floor อีกครั้ง และในที่สุดเธอก็ทำได้ กรี๊ดแตกมากเลยตอนนั้น นี่คือครั้งแรกที่ได้ดู Nina ในงาน Festival กับการสะกดคนดูด้วย Set ของเธอ พลังในการเล่นเอาไป 10 ความสนุกเอาไป 10 และ Selection เราให้ 100 ไปเลย ผ่านไปครึ่งชั่วโมงเธอทำให้ทุกคนใน Dance Floor กลับมาบ้าคลั่งอีกครั้ง อยากรู้ว่าเป็นยังไงดูได้ที่ด้านล่างนี้


V.D.O by ARTE Concert

ED1-03554

ED1-03577

ED1-03589

ED1-03591

ED1-03603

  หลังจากดู Nina ผ่านไปเกือบชั่วโมงเราเดินออกจากงานช่วง 8 หรือ 9 โมงเช้าไม่แน่ใจ แต่ก็ยังเห็นบางกลุ่ม หรือบางคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในงานช่วงเวลานี้กันอยู่เลย งานนี้ปิดบ่ายโมง ใครที่อยู่ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำของเมื่อคืนจนถึงบ่ายโมงนี่ถือว่าอึดมากๆ บรรยากาศยามเช้าของเมืองนี้ช่างสดชื่นยิ่งนัก อากาศดี คนดี ระบบการคมนาคมดีมากๆ มีพนักงานของรถไฟเดินบอกตอนเวลาว่ารถจะเข้าเมืองต้องไปทางไหน ถามอะไรก็ตอบหมด รวมไปถึงคนมาเที่ยวส่วนใหญ่ที่มารอรถก็ไม่ได้เละเทะเหมือนที่เคยเห็นกันนะ

  นั่งรถไฟเข้าไปถึงสถานีใหญ่ประมาณ 10 – 15 นาที ระหว่างทางก็ได้ดูบ้านเมืองต่างจังหวัดของที่นี่ไปด้วย ไม่ใช่อย่างที่คุณจินตนาการนะว่าต้องมีทุ่งหญ้าอะไรแบบนั้น ที่นี่มีแต่ตึกเก่า สถาปัตยกรรมเท่ๆ และระเบียบของการคมนาคม การสัญจร ดีสุดๆ เช้านี้ไม่มีรถยนต์สักคัน มีแต่รถบัสและรถรางที่มีผู้โดยสารบางตา เพราะคนที่นี่ใช้การเดินไปทำงานรับอากาศสดชื่นยามเช้ากัน

  บทสรุปเกี่ยวกับงาน Time Warp ครั้งแรกของพวกเราก็ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่งาน Music Festival แบบที่เคยๆเห็นมา ที่นี่ผู้คนเบียดเสียด เด็กวัยรุ่นเยอะจนไม่สามารถควบคุมได้ หลายๆอย่างที่ไม่เป็นไปตามที่เราคิด ตั้งแต่ก้าวเข้างานจนจบงานเช้านี้เราก็ได้ข้อคิดหลายๆอย่าง งานแต่ละงานมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการเสมอไป อาจมีแย่บ้างดีบ้างก็เอามาหักลบกัน

  แต่สิ่งที่ได้จากงานวันนี้เลยคือ Scene ดนตรีที่แข็งแรง ที่สามารถดึงเอาเด็กวัยรุ่นออกมารวมตัวกันนับหมื่นคนมาฟังดนตรี Techno และดู Production ที่ยิ่งใหญ่ อลังการ รวมไปการดึงเอาศิลปินแถวหน้าของดนตรี Techno ในช่วงปีหลังๆมานี้ มารวมตัวกันได้ขนาดนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ทางดนตรีที่แปลกไปอีกแบบ และรู้แล้วว่าต่อจากนี้เราจะพัฒนา Scene ดนตรีในบ้านเราไปทิศทางไหน ในขณะเดียวกันก็ต้องมองว่า คนฟังเพลงหรีือ Clubber ในบ้านเรามีความสนใจในดนตรีแบบนี้เพิ่มมากขึ้นรึยัง คิดยังไม่ทันจบรถก็มาถึงโรงแรมซะแล้ว เราสองคนเดินกลับห้องด้วยพลัง และ Inspired เพิ่มมาอีกนิด แล้วขอเอาเก็บไปคิดต่อในฝันเพราะเช้านี้ต้องรีบไปขึ้นรถไฟตอนเที่ยงครึ่งเพื่อเข้าเบอร์ลิน และตอนนี้ก็ 10 โมงแล้วด้วย ราตรีสวัสดิ์

GERMANY DAY 2 (Mannheim & BERLIN)


  ตื่นนอน 11.30am ได้นอนไปชั่วโมงกว่าๆ ไม่มีความเพลียเลย ตื่นมาอาบน้ำเก็บของและ Check Out เที่ยงตรง เราเดินจากโรงแรมมาขึ้นรถไฟแวะซื้อข้าวขึ้นมากินบนรถไฟนิดหน่อย รอรถไฟ 5 นาทีก็มาเลย ตรงเวลาเป๊ะ เราใช้รถไฟ ICE เพื่อเข้าเบอร์ลิน คนเยอะมากไม่มีที่ให้นั่งเลย มุมวางกระเป๋าเดินทางก็ไม่มีเลยต้องแยกกันนั่งกับพี่ปอนด์

  รถวิ่งไปสักพักหิวข้าวมากเลยชวนพี่ปอนด์ไปโบกี้ที่มีร้านอาหาร เอาข้าวที่ซื้อมาไปกิน กินเสร็จพนักงานที่ร้านอาหารเดินมาบอกว่า จริงๆแล้วตรงนี้ไม่ให้เอาอาหารมากินนะ คุณสามารถกินได้ที่ ที่นั่งของคุณเอง เสร่อมาก เลยแก้เขินด้วยการสั่งโกโก้ร้านและขนมก็ได้

ED1-2

  รถไฟจอดที่สถานีแฟรงค์เฟิร์ต มีคนขึ้นมาเยอะอีกตามเคย แล้วเราทิ้งหมวก, กระเป๋า, labtop ไว้ตรงที่นั่ง เลยเดินไปดู ปรากฏว่ามีผู้หญิงวัยกลางคนมาบอกว่า ที่ที่เรานั่ง เป็นที่ของเขา เอาละสิ งงแดก เลยขอเขาดูใบจอง โหเรื่องจริง และนี่ต้องอพยพของไปไว้ไหน สรุปคือมานั่งโบกี้ที่เป็นร้านอาหาร เพราะมาเปิดดูในใบจองของตัวเองมันไม่มีที่นั่งระบุ หรือซื้อแล้วไม่ยอมจองที่นั่งนั่นแหละ ความโง่ที่ต้องทำให้นั่งโบกี้นี้ไป 5 ชั่วโมงจนถึงเบอร์ลิน และหมดเงินซื้อของกินไปเยอะมาก เพราะกลัวเขาไล่

ED1-03644

ED1-03648

  5 ชั่วโมงผ่านไป เรามาถึงสถานี Berlin Hauptbahnhof (Berlin hbf) หรือ Berlin Center station ก้าวแรกที่ลงจากรถไฟ กลิ่นเดิมๆเข้ามาเตะจมูก กลิ่นที่ใครเคยไปเบอร์ลินน่าจะนึกออก รู้สึกตื่นเต้นซะแล้วสิ เราเดินมาขึ้นรถแท็กซี่เพราะมีของเยอะเกินไปที่จะนั่งรถบัส แถมแท็กซี่ที่นี่ก็ไม่ได้แพงหรือเลวร้าย คืนแรกในเบอร์ลินเราพักที่ The Cat’s Pajamas Hoster เป็น Hoster เก๋ๆที่เด็กแนวจากหลายๆประเทศมาพักกัน ส่วนเราจองห้องแบบส่วนตัวเอาไว้ ห้องที่นี่กว้างมากๆ แบบว่าอยู่กันได้ 4 คนสบายๆ และที่สำคัญละแวกนี้ก็ใกล้กับร้านที่เราลิสต์ไว้เพียบ

ED1-03666

  เราออกไปเดินเล่นแถวๆที่พักดูว่ามีอะไรน่าสนใจมั้ย และก็หาข้าวกินไปด้วยทีเดียว เดินไปเจอร้านขาย International Burger ร้านขายเบอร์เกอร์ที่คนเก๋ๆเขามาต่อแถวกินกัน แต่เราขอผ่าน รอไม่ไหวเดินไปดูร้านอื่นดีกว่า ถัดมาตรงหัวมุมมีร้าน Men Men ร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ ไม่รีรอเพราะเบื่ออาหารยุโรปเต็มแก่ จัดเต็มชุดใหญ่ ผลออกมาคือ 4 เต็ม 10 อยากกลับไปร้านเบอร์เกอร์แสนเก๋เมื่อกี้ทันที แล้วหมดมั้ย หมดในพริบตาเพราะหิวนั่นแหละ

ED1-03680

ED1-03681br>

ED1-03676
The Cat’s Pajamas Hostel
Urbanstraße 84, 10967 Berlin, Germany


  กินเสร็จเดินวนๆดูแถวนั้นสักพักก็กลับห้อง ก่อนกลับแวะซื้อเคบับเก็บไว้กินคืนนี้สักหน่อย ผลของเคบับร้านนี้คือ 10 เต็ม 10 อร่อยมาก งงไปเลย นี่ร้านข้างทางนะ ร้านเล็กๆมีที่นั่งหน้าร้าน 2 โต๊ะ แต่เคบับโคตรพีค เดินกลับมาถึงบ้านเพื่ออาบน้ำ ชาร์จโทรศัพท์ แล้วเตรียมลุยกันคืนแรกที่เบอร์ลิน ผ่านไป 3 ชั่วโมง สลบเหมือดทั้งคู่ ตื่นมาอีกทีคือ 9 โมงเช้า แต่ไม่เป็นไร พลาดคืนแรกไป แต่วันนี้พลังมาเต็ม

GERMANY DAY 3 (BERLIN)


  เช้านี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เช่าจักรยาน เราหาที่เช่าจักรยานแสนถูกได้วันละ 5 ยูโรเท่านั้น อยู่ใกล้ๆแถวที่พักด้วย เช่าจักรยานเสร็จร้านแรกที่เราจะไปลุยกันต่อในทริปนี้คือ Schneider laden ร้านขาย Modular Synthesizer ร้านดังของเมืองนี้ ร้านอยู่ตรงวงเวียน kreuzberg ชั้น 2 ของ Supermarket ร้านนี้ขึ้นชื่อเกี่ยวกับ Eurorack Modular Synthesizer มีทั้ง Modules ต่างๆ ,Sequencers , Hardware Synthesizers และอุปกรณ์อื่นๆที่สร้างเสียงแปลกประหลาดให้คุณได้ แล้วยังสามารถนั่งทดลองเล่นเครื่องนู้น เครื่องนี้ได้เป็นชั่วโมง แถมพนักงานที่นี่ก็ให้คำแนะนำดีมาก และเท่มากด้วยเช่นกัน

  วันนั้นเราอยู่ในร้านไป 4 ชั่วโมงเต็มๆ เล่นนู้นนี่บ้าง คุยกับพนักงานขายบ้าง และออกจากร้านพร้อมโมดุลติดไม้ติดมือมา 2 ตัวและอุปกรณ์นิดหน่อย แต่ก็หมดไปหลายบาทอยู่ ทำให้วันนี้เราต้องหาร้านอาหารถูกๆกินสำหรับมื้อกลางวัน ชีวิตช่างเศร้ายิ่งนัก

ED1-03698

ED1-03702

ED1-03703

ED1-03704

ED1-03706

ED1-03707
Schneiders Laden
Skalitzer Str. 135a 10999 Berlin


  ออกจากร้าน Schneiders เรามาต่อกันที่ Just Music ร้านขายเครื่องดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของเบอร์ลิน ร้านนี้มีอุปกรณ์ดนตรีทุกชนิด ทั้งกีต้าร์ เปียโน ตู้แอมป์ สายไฟ หูฟัง และ Synthesizer เกือบทุกรุ่น รวมไปถึง Modular Synth ก็มีให้ทดลองเล่นได้ทั้งวัน ร้านนี้ดูไปดูมาแล้วจะเหมือน Music Concept เมืองไทย แต่มีขนาดใหญ่กว่า 10 เท่า มีมุมเครื่องดนตรีสำหรับเด็กไว้ให้ทดลองเล่น หรือพาครอบครัวมานั่งรอเลือกเครื่องดนตรีก็ไม่มีทางเบื่อแน่นอน เป็นอาณาจักรที่รวมเครื่องดนตรีที่อย่างบนโลกนี้เลยก็ว่าได้

  วันนี้เราใช้เวลาไปกับเรื่องของดนตรีตั้งแต่บ่ายยันค่ำ ถือว่าใช้เวลาได้คุ้มค่าสุดๆ ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำมากแล้ว เราเลยปั่นจักรยานกลับบ้าน ผ่านพาร์คที่ไม่ค่อยมีคนมานั่งเฮฮาเหมือนช่วงซัมเมอร์ ความรู้สึกในฤดูสปริงค์ของที่นี่ ก็คงไม่ต่างจากหน้าหนาวเท่าไหร่เพราะอากาศแม้จะอุ่นขึ้น อุณหภูมิ10 – 13 องศา แต่ก็ยังรู้สึกหนาวจับใจ เราใช้เวลากลับห้องเพื่อไปพักผ่อน 2-3 ชั่วโมง เพื่อเตรียมตัวออกไปกินข้าวกับเพื่อนคืนนี้ คงมีเรื่องเม้าท์กันไม่หยุดแน่นอน

ED1-2450

ED1-03713

Processed with VSCO with g3 preset
Justmusic
Oranienstraße 140 -142, 10969 Berlin, Germany

  เราปั่นจักรยานออกจากบ้านช่วงสองทุ่มนิดๆ เพื่อไปร้านอาหารใกล้โซนนี้ชื่อ Beuster Bar เพื่อมาเจอ Yawk aka. Julian Glanzer เพื่อน Dj และ Producer ชาวเยอรมันคนเดียวที่เรารู้จักและสนิท เรามาถึงร้าน Beuster Bar เป็นร้านอาหารเก๋ๆที่ Touristไม่ค่อยเยอะ และพนักงานที่นี่ก็ไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย รวมไปถึงเมนูที่ไม่มีภาษาอังกฤษให้อ่านเลยสักหน้า งานนี้ Julian ทำหน้าที่เป็นล่ามอย่างดี ทั้งสั่งอาหาร เครื่องดื่ม และชวนพนักงานคุยเรื่องตลกตามประสา

  ได้อัพเดตชีวิตในช่วงที่ไม่ได้เจอกัน คุยไปกินไป และทำให้ได้รู้ว่า อาหารที่นี่อร่อยและโคตรแพง แต่ก็คุ้ม เพราะเราได้เห็นอีกมุมของคนวัยทำงานของที่นี่ นั่งพูดคุยจิบไวน์แก้วสองแก้วแล้วก็กลับบ้านกัน แต่เราขอไปต่อที่บาร์เล็กๆแถวบ้านดูสักหน่อย เพราะยังติดลมอยู่ แถมยังรู้มาว่าวันจันทร์แบบนี้คนเบอร์ลินส่วนใหญ่จะไม่ออกไปเที่ยวไหนเลย เพราะพวกเขาเพิ่งเลิกจากคลับกันเมื่อช่วงบ่ายๆที่ผ่านมา และทำให้ได้รู้ว่า Noukolln คืนวันจันทร์นั้นเงียบเหงาสิ้นดี คืนนี้เราทำได้เพียงดื่มเบียร์ที่บาร์ และเดินกลับบ้านกัน 3 คนแบบกรึ่มๆ กำลังดี

ED1-1
Beuster Bar
WESERSTRASSE 32 12045 BERLIN
Photo From cookionista


ED1-03723

ED1-03725

ED1-03726
schilling bar
Weserstraße 9, 12047 Berlin, Germany

GERMANY DAY 4 (BERLIN)

  ตื่นนอนมาช่วงสายๆ เรามาลุยกันต่อที่ร้านแผ่นเสียง เริ่มกันที่ร้านประจำที่มาเบอร์ลินทีไรก็ต้องแวะร้านนี้ทุกที Hard Wax ร้านที่รวมไปด้วยแผ่นเสียงหายาก ที่ทางร้านคัดมาเรียบร้อยแล้วว่าดีสำหรับแต่ละแนวเพลง ที่นี่ไม่มีแนวเพลงให้เลือกมากเท่าไหร่ แล้วส่วนใหญ่คนที่มาที่นี่ก็เป็นศิลปิน Dj Producer แทบจะทั้งนั้น และในระหว่างที่เดิน Dig แผ่นอยู่ก็มีผู้หญิงสูงโปร่งเดินเข้ามาในร้านดูแล้ว Amelie Lens ชัดๆเดินมาเอาแผ่นที่สั่งไว้ที่ร้าน อยากถ่ายรูปว่าใช่รึเปล่า แต่ไม่กล้า ได้แต่ Dig แผ่นไปแอบมองไปเรื่อยๆ จนชีเอาแผ่นแล้วออกไปตอนไหนไม่รู้ อดเลย

  สมัยก่อน Hard Wax เป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวของเจ้าของร้าน กับนักท่องเที่ยวแบบเราๆ ทั้งหน้าตา สายตาที่ดูถูกหน่อยๆ และห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด แต่ตอนหลังๆมานี่เป็นพนักงานที่เฟรนด์ลี่ ไม่ดุแบบที่ผ่านๆมา แถมขอถ่ายรูปก็ง๊ายง่าย แต่มีข้อแม้ว่าห้ามถ่ายติดคนเด็ดขาด ส่วนวันนั้นเราก็ได้แผ่นเสียงมาคนละสามสี่แผ่นกำลังดี

ED1-3717

ED1-03731

ED1-03733

ED1-03736

ED1-03738
Hard wax
Paul-Lincke-Ufer 44A, 10999 Berlin, Germany


  เสร็จจาก Hard Wax เราปั่นจักรยานไปหาเพื่อนอีก 2 คนละแวกใกล้ๆ เพราะนัดกันกินข้าวเย็นไว้ ปั่นไปฝนก็ตกไป ทั้งหนาวและชื้นมากๆ มือก็แข็งของก็เยอะแผนที่ก็รวนเป็นวันที่ทุลักทุเลสุดๆ พอถึงที่หมายก็ถึงก่อนเวลาเลยเดินดูตึกแถวๆนั้นและก็มาสะดุดตากับบาร์เล็กๆที่ชื่อ Sauer Mutter เป็นร้านขนาดหนึ่งห้องแถว ภายในร้านตกแต่งด้วยของวินเทจ ส่วนเจ้าของร้านเหมือนหลุดออกมาจากหนัง Alice in wonderland ยังไงยังงั้น

  ร้านมีความเวี๊ยดหน่อยๆ มีชั้นใต้ดินเป็น Dancefloor และมีค็อกเทลหน้าตาแปลกประหลาดเต็มไปหมด ใครที่ชอบฟังดนตรีแนวทดลอง ทั้ง Disco, Techno, Dub แนะนำให้มาร้านนี้ช่วงดึกๆ จะได้เห็นอะไรแปลกตาจากที่เบอร์ลินเคยเป็น

ED1-03742

ED1-03743

Sauer Mutter
Forsterstr 46 Berlin, Germany 10999


  พักเหนื่อยและชาร์จพลังได้เต็มที่ เราก็เดินไปทานข้าวต่อพร้อมเพื่อนที่เรานัดไว้ Kavan & Debbie เพื่อนจากสิงคโปร์ ที่ย้ายมาอยู่เบอร์ลินได้ครึ่งปีแล้ว ทั้งสองทำงานด้านดนตรี และเหตุผลหลักๆที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็คือดนตรี Electronic Music ที่เขารัก ระหว่างทานข้าว Kavan เล่าให้ฟังว่าการแข่งขันของศิลปิน Electronic Music ที่นี่สูงมากเพราะทุกคนมีฝีมือ และหลายๆคนก็ไม่ได้เป็นแค่ Dj เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะมาอยู่ที่นี่คุณต้องแตกต่าง

  หลังจากทานข้าวเสร็จ Kavan และ Debbie ชวนเราไปดื่มต่อที่ห้อง พวกเราตอบตกลงทันที เพราะอยากเห็นว่าคนที่เพิ่งย้ายมาที่นี่ เค้าอยู่กันยังไง เราปั่นจักรยานจากร้านอาหารสักพักก็ถึงที่หมาย เป็นตึกหน้าตาดูดีทีเดียวเลยถามถึงราคา ก็ไม่ได้แพงมากมาย ที่เมืองไทยหลายๆที่แพงกว่าด้วยซ้ำ ยิ่งได้เข้าไปดูในห้องบอกเลยว่าราคานี้คือคุ้มสุดๆ เรานั่งคุยกันเรื่อง Scene ดนตรีไปสักพักได้รู้เรื่องราวใหม่ๆเยอะมากเพราะ Kavan และ Debbie เป็นทั้ง Booking, Producer, Dj และเป็นเจ้าของค่ายเพลง Midnight shift ที่ศิลปินหลายๆคนน่าจะรู้จักอย่าง Kink, Mr.G, Deetron และอีกมากมาย

  ดูเวลาเกือบจะสี่ทุ่มแล้วเราลาทั้งสองคนเพียงเท่านั้น เพราะคืนนี้เรามีนัดกับ Kavan อีกครั้ง เพื่อไปดูร้าน Golden Gate ร้านเก่าแก่อีกร้านหนึ่งของเบอร์ลินร้านที่พี่ปอนด์จะเล่นคืนวันถัดไป

  และแน่นอน เราปั่นจักรยานกลับมาบ้าน เพื่อชาร์จแบตและทุกอย่าง เตรียมความพร้อมสำหรับคืนนี้ที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงกี่โมง เกือบเที่ยงคืนได้เวลาออกจากโรงแรม คืนนี้เราใช้แท็กซี่ เพราะ Golden Gate อยู่ห่างจากตรงนี้พอสมควร เรามาถึง Golden Gate ตอนเเที่ยงคืนนิดๆ เดินเข้าจ่ายเงินค่าเข้า และเข้ามาในร้านเห็นคนประมาณ 10-15 คนอยู่ในร้านก่อนหน้าเราไปถึงแล้ว ร้านนี้แม้ว่าจะเปิดเที่ยงคืน แต่ก็มีคนมารอเพื่อจะมาสนุกกันก่อนร้านเปิดซะอีก ร้านอยู่บริเวณใต้ทางรถไฟ เป็นเหมือนห้องเก็บของ แต่ถูกตกแต่งเอาไว้ซับซ้อนทีเดียว ทางเข้าร้านเป็นประตูเล็กๆมีม่านกั้น เดินเข้าไปทางขวามือจะเป็น Cloak Room และถัดมาเป็นโซฟาเอาไว้พักเหนื่อย ฝั่งตรงข้ามโซฟาเป็นบาร์ที่แยกระหว่าง Dance Floor ได้ดี เลี้ยวขวาไปนิดก็จะเป็น Dance Floor ที่จุคนได้ 50 – 100 คน มีห้องน้ำอยู่ชั้น 2 ข้างๆกับออฟฟิตของที่นี่

  ขนาดเป็นเวลาตี 2 แต่คนยังเดินเข้าร้านมากันเรื่อยๆไม่ขาดสาย และใครๆก็รู้ว่าถ้าคุณมาปาร์ตี้ที่นี่วันพฤหัสฯ ร้านจะปิดอีกทีก็คือช่วงบ่ายของวันถัดไป หรือถ้าคุณอยากปาร์ตี้ในคืนวันศุกร์ คุณก็สามารถอยู่ปาร์ตี้ยาวๆได้ถึงเช้าวันจันทร์ไปเลย เราออกจากร้านช่วงตี 4 เพราะอยากเซฟแรงเอาไว้ทำกิจกรรมต่อในวันต่อไป

ED1-03745

ED1-03747
Golden Gate
Schicklerstraße 4, 10179 Berlin, Germany


  4 วันแรกในเยอรมันสนุกสุดๆ เราได้ไปทั้ง Music Festival, Club, ร้านแผ่นเสียง ได้เห็น Scene ของที่นี่ ได้ดูศิลปินที่อยากดูหลายๆคนในคืนเดียว นี่เพียงแค่ 4 วัน แต่กลับสร้างพลังและแรงบันดาลใจในเรื่องของดนตรีให้กับพวกเราอย่างมาก การมาเที่ยวต่างประเทศในแต่ละครั้ง คุณอาจได้เห็นเรื่องราวแปลกใหม่ ได้ถ่ายรูปเพื่อเอาไว้ลง Social แต่สำหรับพวกเรา การออกมาท่องเที่ยวต่างประเทศมันคือการเดินตามเสียงของดนตรี ไม่ว่าเมืองนั้นจะมีเรื่องราวน่าสนใจแค่ไหนก็ตาม ถ้ามันมีดนตรี Electronic Music เราก็จะเดินไปหามันเอง

  เรื่องราวของ #Beatjourney Berlin ยังไม่จบแค่นี้ ตอนหน้าเตรียมพบกับ Berghain คลับชื่อดังที่ทุกคนรอคอย ที่เขาว่ากันว่าเข้ายากมาก พวกเราจะเข้าได้กันหรือไม่ รอติดตาม

Word : Phakavadee Deechuay aka. WINKIEB
Photographer : Kritsada Vadeesirisak aka. Kingkong, Marmosets
Source :
WINKIE B

WINKIE B
bill@tempobkk.com
ผู้รักเสียงเพลง และดนตรีสังเคราะห์เป็นชีวิตจิตใจ

Rushemy Botter wants to increase aw...

Design & FAB

ใครว่าแฟชั่นจะต้องอยู่ในกรอบและแพทเทิร์นเดิมๆเสมอไป Fashion Set นี้จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดไปทันที The Royal Academy of Art in Antwerp ถือได้ว่าเป็นสถานบันทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ทำให้มีศิษย...

Interactive Sound By Radical Modern...

Design & FABLOOP

ศิลปะและเสียงเพลงสามารถอยู่ด้วยกันได้เป็นอย่างดี เห็นได้ง่ายๆจาก Interactive Sound ตัวนี้ Eirik brandal ร่วมมือกับนักศิลปะ D.I.Y คิดค้น Synth ทำมือ ที่นำความยุ่งเหยิงของ oscillators และ resistors มาป...

TEMPO NEWSLETTER