#BeatJourney – Part1 Amsterdam

02/05/2017

By: WINKIE B


  เริ่มต้นการเดินทางของทริปนี้ด้วยความคิดที่ว่า อยากกลับไปยุโรปอีกครั้งเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของดนตรี ที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก

  ทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 4 คน มีเรา บิว aka. WinkieB, พี่ปอนด์ Kingkong aka. Marmosets, อู๋ Dj Sweed, ตั๋ง Bunnyman โดยคุยกันว่าทริปนี้เราจะใช้ชีวิตแบบนักดนตรีทั่วไป ที่อยู่ในยุโรป อย่างตื่นมาจะไปร้านแผ่นเสียงที่ไหน ตกกลางคืนจะไปนั่งบาร์ไหนดี แล้วต่อด้วยคลับเจ๋งๆสักที่ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิตที่บ้าดนตรีของพวกเรา


Untitled-6

  ปีนี้เราแพลนไว้ทั้งหมด 4 ประเทศคือ เนเธอร์แลนด์ 28 มีนาคม – 1 เมษายน, เยอรมันนี 1 เมษายน – 10 เมษายน, สก๊อตแลนด์ 10 เมษายน – 12 เมษายน, อังกฤษ 12 เมษายน – 16 เมษายน และย้อนกลับมาที่อัมสเตอร์ดัม 16 เมษายน – 18 เมษายน

  เป็นทริปที่ค่อนข้างยาวมาก ทั้งหมด 20 วัน เกือบโดนออฟฟิตไล่ออกแหนะ แต่ว่าโคตรของโคตรคุ้มเลยเอาจริงๆ ทริปนี้เป็นทริปที่ค่อนข้างทำการบ้านน้อยกว่าครั้งที่ผ่านๆมา เพราะไม่อยากกะเกณฑ์ว่าเวลานี้เราต้องไปร้านนี้นะ ช่วงนี้เราต้องอยู่ที่นี้ เวลานี้ต้องนอนได้แล้ว เหมือนที่ผ่านๆมา ไม่เด็ดขาด คุณจึงจะได้พบกับเรื่องราวและความวุ่นวายของพวกเราทั้งหมดใน #BeatJourney ด้านล่างนี้

Amsterdam Day 1

  วันแรกของการเดินทางคือวันอังคารที่ 28 เมษายน 2560 ที่มีแค่เรา 2 คนนำทางไปก่อน 1 อาทิตย์ เพราะพี่ปอนด์มีภาระกิจสำคัญที่คุณจะได้รู้กันด้านล่างนี้

  เดินทางออกจากเมืองไทยด้วยสายการบิน EVA Air ใครบอกว่าตั๋วเครื่องบนบินตรงไปยุโรปแพงหูฉี่ ไม่จริงเลย เราซื้อไฟลท์นี้ด้วยราคาคนละ 24,010 บาท แถมบินตรงไปลงอัมสเตอร์ดัมเลยด้วย 12 ชั่วโมงที่อยู่บนเครื่องบินคือนอน กิน และนอน นี่คือทริคสำคัญเลยละ เพราะเมื่อถึงจุดหมายปลายทางจะได้ไม่เสียเวลาเพราะเจ็ทแลคไปฟรีๆ

  เราถึงอัมสเตอร์ดัมช่วงสามทุ่ม กว่าจะรอกระเป๋า ตรวจคนเข้าเมืองก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่าๆ และต้องรีบวิ่งออกมาเพื่อมุ่งหน้ามาร้านขายซิมการ์ด บอกก่อนเลยว่าการไปต่างประเทศของพวกเรานั้นเราเน้นเร็วและสะดวกเป็นหลัก เพราะถ้าให้ซื้อ Pocket Wifi จากเมืองไทยคงวุ่นวายน่าดู เพราะไปกันทั้งหมด 4 ประเทศ ส่วนจะมาให้เปิดโรมมิ่งนั้นลืมไปได้เลย ทริปนี้คือทริปคนจน ฮ่าๆ เราจะไม่ยอมเสียเงินเป็นๆให้กับเรื่องแบบนี้แน่ๆ

ED3-02662

  ได้ Sim Card เป็นที่เรียบร้อยในราคา 30 ยูโร โทร 500 นาที Internet ไม่อั้น ก็ถือว่าคุ้มอยู่นะกับการอยู่เมืองนี้ 1 อาทิตย์ เสร็จแล้วเรามุ่งหน้าไปซื้อตั๋วรถไฟเพื่อไปลง Amsterdam Centraal คนละ 5.20 ยูโร ถ้าไม่รวยจริงอย่าได้คิดนั่งรถแท็กซี่จากสนามบินเข้ากลางเมืองเด็ดขาด มิเตอร์มีเกือบหมื่นชัวร์ๆ การคมนาคมของที่นี่ถือได้ว่าเพอร์เฟ็คมากๆ เอาจริงๆคือทุกที่ที่ไป เพอร์เฟ็คกว่าการคมนาคมในเมืองไทยแบบคนละโลก นั่งรถไฟไปประมาณ 10 นาทีก็ถึงที่หมาย ลงจากรถไฟเดินออกจากสถานีเราก็ถึงใจการเมืองอัมสเตอร์ดัม พร้อมๆกับอุณหภูมิ 12 องศา แบกกระเป๋าไปมาเพราะนั่งรถ Metro ไม่เป็น และไม่อยากนั่งแท็กซี่ เดินงุ่นง่านกันอยู่ 2 คนจนตัดสินใจว่า เออไปแท็กซี่เถอะไม่น่าจะเท่าไหร่

  เดินไปถึงที่เรียกแท็กซี่เพื่อไปส่งที่โรงแรม พร้อมกระเป๋าพะรุงพะรังคนละ 2 ใบ ถึงโรมแรมแล้วก็เป็นอย่างที่คิด ค่าพี่แท็กซี่ประมาณ 19 ยูโรกว่าๆ ไม่แพงเท่าไหร่ เพราะโรงแรมไม่ได้อยู่โซนใจกลางเมืองที่คนพลุกพล่าน ส่วนห้องพักก็ตามอัตภาพ เราได้ชั้น 1 ดีเลยเพราะจะได้ไม่ต้องยกกระเป๋าขึ้นบันไดให้เมื่อย ห้องก็แคบๆ แต่ก็ไม่เล็กเกินไป ดีที่มีระเบียงยาวให้ได้นั่งชิลล์ๆ

ED3-02704

  เราสองคนใช้เวลา 10 นาทีเก็บของเสร็จแล้วพุ่งตัวออกจากห้องพักทันที ที่แรกที่ไปคือ Wok To Walk ร้านก๋วยเตี๋ยวผัดสิ้นคิดที่รสชาติเริศมาก ราคาก็ไม่แพงเหมาะกับคนแบบเราที่ต้องมาอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพแพงหูฉี่อย่างนี้

ED3-02721

  กินเสร็จแล้วเราไปต่อ ที่แรกเป็นบาร์เล็กๆ ที่สมัยก่อนใครมาที่เมืองนี้ก็ต้องไปนั่งเก๋ๆนั่นละ เพราะมีศิลปินตัวเจ็บๆของอัมสเตอร์ดัมแวะเวียนมาเล่นที่นี้ทุกๆอาทิตย์ แต่ว่าช่วงหลังๆได้ข่าวว่าร้านเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ไหนๆก็ไหนๆละเลยขอลองเข้าไปดูซะหน่อย ถูกต้องคะสมคำร่ำลือ Chicago Social Club ได้กลายเป็นร้านของวัยรุ่นที่ชื่นชอบดนตรี Hiphop ไปแล้ว เราจึงได้เห็น Vibe ในร้านเป็นเด็กมหาลัยซะส่วนใหญ่ เลยตกลงกันว่านั่งดื่มเบียร์คนละ 1 แก้วแล้วเดินจากไปดีกว่า

ED3-02722
Chicago Social Club
Leidseplein 12, 1017 PT
Amsterdam, Netherlands


  ร้านถัดมาที่อยู่ไม่ไกลจากซอยนี้เป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 70’s Melkweg (Milky Way) ที่ถูกดัดแปลงจากโรงงานผลิตนม มาเป็นคลับขนาดใหญ่ที่มีโซนเต้นรำ 2 โซน มีพื้นที่ไว้สำหรับจัดงาน Event รวมไปถึงร้านอาหารและแกลอรี่ ที่เปิดให้บริการในโรงงานเก่าแห่งนี้ คืนที่เราไปเป็นงาน Techno Tuesday งานปาร์ตี้ที่มี Dj จากอิตาลี Mauro Picotto มาร่วมงาน

  เราอยู่ไม่ถึงช่วงที่ Picotto เล่นเพราะคิดไว้อยู่แล้วว่าอยากมาดูบรรยากาศร้านเก่าแก่ และ Vibe ของคนในคลับ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากว่า คนที่คลับนี้ส่วนใหญ่เป็นทัวร์ริส ไม่ใช่คน Local มันเลยมีความ Commercial อยู่นิดๆ และที่สะดุดตาสุดๆคือ Dancefloor จะมี Step เป็นวงกลมใหญ่ๆกลางร้านเพื่อให้คนขึ้นไปเต้นเหมือนคลับยุคก่อนยังไงอย่างงั้น ส่วนเรื่องเพลง เป็น Tech house เต้นรำๆ เพราะเวลาที่เราไปเป็นช่วงของ Dj Warm up อยู่ เราเลยแปะมือออกก่อนเวลา Peak Time เพื่อไปลองร้านอื่นอีกสิว่าวันอังคารแบบนี้จะมีร้านเด็ดๆซ่อนงานเจ๋งๆอยู่อีกมั้ย

ED3-02731

ED3-02738
Melkweg
Lijnbaansgracht 234/a, 1017 Binnenstad,
Amsterdam, Netherlands


  เดินออกจากร้านแบบงงๆเพราะมีร้านฝั่งตรงข้ามก็ใช้ชื่องาน Techno Tribe แบบนี้เหมือนกัน ตรงข้ามฝั่งถนนแบบเดิน 5 ก้าวถึงเลยนะ เลยลองเข้าไปดูหน่อยสิว่าจะเป็นไงบ้าง หึ!ตามคาด ร้านชื่อ Sugar Factory ร้านที่ถูกรีโนเวทและกลับมาเปิดตัวอีกครั้งเมื่อปี 2012 เป็นร้านเล็กๆที่เต็มไปด้วยวัยรุ่น ร้านนี้คน Local จะเยอะขึ้นมาหน่อย และเช่นเคยร้านนี้ก็มี Step ให้คนขึ้นไปเต้นเช่นกัน ส่วนดนตรีของร้านนี้ก็เป็น Tech House ฟังสบายๆโยกได้พอสนุก

  ร้านนี้ไม่มีรูปมาให้ดู เพราะการ์ดหน้าร้านตัวใหญ่ไป กลัวโดนด่านั่นแหละ เดินออกจากร้านช่วงประมาณตี 3 เลยคิดว่าเรากลับโรงแรมไปเก็บแรงเพื่อวันถัดไปน่าจะดีกว่า เพราะคลับที่นี่ส่วนใหญ่จะเลิกตอนตี 5 – 6 โมง ไม่ก็ 10 โมงเช้าหรือเที่ยงไปเลย นี่อยู่ไม่ไหวนะเลยเดินไปรอ Tram ที่เพิ่งนึกออกว่ามีอีกทีตี 3.30 หลังจากนั่งรอมา 10 นาทีเลยตัดสินใจลองใช้ Uber สิ ปรากฎว่าเลิศมาก แถมพอถึงโรงแรมค่ายรถดันถูกกว่าแท็กซี่ของที่นี่ตั้ง 5 ยูโรแหนะ ตอนนี้ขอนอนก่อนเพราะพรุ่งนี้มีภาระกิจอีกเยอะมาก

Amsterdam Day 2

  วันนี้เราตื่นกัน 10 โมงเช้าเพื่อหาที่เช่าจักรยาน (แล้วเพิ่งมารู้ทีหลังว่าโรงแรมก็มีให้เช่า โง่มั้ยละ) เดินจากโรงแรมข้ามแม่น้ำมาอีกโซนใกล้ๆ เป็นโซนออฟฟิต ดูไปแล้วก็เหมือนทองหล่อช่วงกลางวัน ที่มีพนักงานออฟฟิตออกมาทานข้าว สูบบุหรี่ เม้าท์มอย แต่ถนนที่นี่ต่างจากเมืองไทยสิ้นเชิง เราเห็นรถยนต์แค่นาทีละ 5-6 คันเท่านั้น เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่ใช้จักรยานและ Tram เป็นหลัก

ED3-02769

  เดินมาเรื่อยๆก็ยังไม่เจอร้านให้เช่าจักรยานสักทีเลยขอแวะกินข้าวเช้าหน่อยดีกว่า เพราะเหลือบไปเห็นร้านกาแฟเล็กๆ 2 คูหาหน้าตาธรรมดาๆ แต่คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เลยลองเข้าไปดู โอ้โหๆๆ นี่มันสวรรค์ชัดๆ เพราะนอกจากกาแฟแล้ว ที่นี่ยังมีขนมปัง เบเกอรี่ และที่สำคัญคือพิซซ่าที่ทำสดๆตรงนั้นเลย ในร้านคือหอมมากๆอยากเกลือกกลิ้งกองพิซซ่าอยู่ในนี้ไม่ไปไหนแล้ว แต่ความจริงคือ รีบกินและรีบหาร้านเช่าจักรยานเลยได้ของกินมาตามรูปที่เห็น เห็นแบบนี้คืออร่อยมากนะ ราคาก็ไม่แพงด้วย ตกแล้วมื้อเช้านี้คนละ 4 ยูโรเอง

ED3-02778

ED3-02786

ED3-02781

ED3-02780

ED3-02790
Bakhuys amsterdam
Sarphatistraat 61, 1018 EX
Amsterdam, Netherlands


  ท้องอิ่มมีแรงเดินหาเช่าร้านจักรยานต่อ เรามาเจอจักรยานให้เช่าที่ Hotel Allure โรงแรมเล็กๆที่อยู่ติดริมถนน Sarphatistraat ที่ค่าเช่าจักรยานถูกกว่าการเข้าไปเช่าโซนใจกลางเมืองเกือบครึ่ง เราเช่า 4 วันราคาอยู่ที่ 35 ยูโร ค่าประกัน 100 ยูโร จ่ายเงินเสร็จก็เริ่มเช้าวันแรกของอัมสเตอร์ดัมแบบเต็มตัว วันนี้จุดมุ่งหมายเราคือปั่นไปร้านแผ่นเสียง Rush Hour แต่ระหว่างไปเรามาดูกันว่าจะมีร้านไหนให้เราตื่นตากันบ้าง ปั่นจักรยานมาเรื่อยๆก็มาเจอ Hortus Botanicus Amsterdam เป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่สำคัญของเมืองนี้ เราได้แค่แวะถ่ายรูปเอาความสวยงามของบริเวณรอบๆตึก ดูความชิลล์ของเป็ดที่เล่นอยู่ในคลอง สูดอากาศของที่นี่ ที่ดีแบบจนจะร้องไห้

ED3-02796

ED3-02800

  หลังจากนั้นก็ปั่นมาเรื่อยๆบนถนน Jodenbreestraat ข้ามคลองมาถึง ถนน Sint Antoniesbreestraat ที่มีร้าน Coffee Shop (Bluebird) ของคน Local ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก แต่เป็นร้านขายกัญชาทุกสายพันธุ์ในราคาย่อมเยาว์ ของดีและมีประโยชน์อยู่ที่นี่ ในละแวกเดียวกันคุณจะได้เห็นร้านขายเสื้อผ้า Vintage, ร้านแผ่นเสียง และที่สำคัญเลยคือย่านนี้มีแต่คน Local แต่งตัวเท่ๆที่ไม่เหมือนกับโซนอื่น แวะร้านขายเสื้อผ้าแถวนั้นก็สุดมาก ของส่วนใหญ่ก็คล้ายๆจตุจักรบ้านเรานี่แหละ แต่เป็นจตุจักรที่คัดมาแล้วทุกตัวว่าเจ๋ง เราเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าแนว Military มาหมดทั้งทหารบก เรือ อากาศ ยอมรับเลยว่าของดี ไม่มีตำหนิ ลูกค้าในร้านก็เท่สุดๆ ส่วนราคาเสื้อผ้าก็ตามสภาพของค่าเงิน แพงแบบว่าอยากเอาของจากเมืองไทยไปขายเองซะเลย

  ออกจากร้านนี้เราเข้าร้าน Vintage 2 ร้าน ของก็สุดเช่นกันแต่บ้านเราก็ถูกกว่าอีกนั่นแหละ เลยเดินไปฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นร้านขายแผ่นเสียงชื่อ Record Friend ร้านเล็กๆที่ต้องเดินลงชั้นใต้ดิน เป็นแหล่งรวมเพลง Blue, Jazz, World music หายากๆ และราคาถูก ถ้าจะฟังต้องรอต่อแถวเพราะทั้งร้านมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่เครื่องเดียว

ED3-02835

ED3-02831
Record Friend
Sint Antoniesbreestraat 64, 1011 HB
Amsterdam, Netherlands


  จบจากย่านนี้เราปั่นจักรยานเข้าโซนทัวร์ริสที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนบนถนน Prins Hendrikkade เพื่อตัดเข้าที่ Spuistraat ที่มีร้าน Rush Hour อยู่ช่วงกลางๆซอย ระหว่างทางไม่มีเวลาจะถ่ายรูปมากนัก เพราะคนเยอะปั่นไม่คล่องตัวเท่าไหร่ ข้ามถนนบ้าง ไฟแดงบ้าง ยืนถ่ายรูปริมถนนไม่กลัวรถบ้าง อารมณ์ประมาณที่เคยๆเห็นในเมืองไทยนี่แหละ

ED3-02841

ED3-02843

  มาถึง Rush Hour ไม่รีรอพุ่งเข้าหาชั้นวางแผ่นเสียงทันที บอกก่อนเลยว่าเจ้าของร้านที่นี่ Nice และ Friendly มากๆเรายืนเลือกแผ่นอยู่เป็นชั่วโมง ฟังไปไม่รู้กี่สิบแผ่น สังเกตุเลยว่าคนเข้ามาเรื่อยๆ แล้วไม่ได้ออกไปมือเปล่าด้วย แอบๆมองแต่ละคนที่ยืน Dig แผ่นไปฟังเพลงลึกๆทั้งนั้น แผ่นร้านนี้ก็มีให้เลือกหลากหลายทั้ง World, Raggae,Thai funk, Disco, Soul, Funk, Hiphop, Techno, House, Experimental และอีกหลายๆแนวที่ถูกจัด Categories ให้เราสามารถเลือกที่ตัวเองชื่นชอบ หรือทางร้านก็ยังมีโซนที่เลือกมาให้แล้วว่าแผ่นไหนดีแผ่นไหนโดนในแต่ละแนวเพลง โดย Rush Hour เป็นคน Recommend เองทั้งหมด

  เสร็จเรียบร้อยก็ได้แผ่นติดไม่ติดมือมาคนละสี่ห้าแผ่น แผ่นเสียงที่นี่ราคาเริ่มต้นที่ 8 ยูโร แต่ส่วนใหญ่ที่ซื้อมานั้นก็ประมาณ 11.99 – 26.99 ยูโร ไม่ถูกมากแต่ก็ไม่แพงหรอกกับเพลงเจ๋งๆที่จะได้เพิ่มเข้ามาใน Set


ED3-02844

ED3-02845

ED3-02852

ED3-02853

ED3-02854

ED3-02855
Rush Hour
Spuistraat 116, 1012 VA
Amsterdam, Netherlands


  จาก Rush Hour ที่เราขลุกอยู่ที่ร้านไปสามสี่ชั่วโมง เราก็มาที่ร้าน Mary Go Wild ร้านแผ่นเสียงที่เป็นทั้งค่ายเพลง และร้านขายหนังสือที่ทำเอาหมดเงินไปเกือบหมื่น แผ่นเสียงร้านนี้มีไม่เยอะมากเพราะถูกคัดมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่จะขายใน Website ซะมากกว่า แนวเพลงก็มีแค่ House และ Techno เท่านั้น ที่นั่งฟังเพลงของที่นี่สบายมาก คุณจะนั่งฟังเพลงไปครึ่งวันเลยที่ร้านก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่อย่าลืมซื้อด้วยละ มุมขายหนังสือก็กินมาครึ่งร้านส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับเพลง Electronic Music เป็นหนังสือที่หายากๆ บางเล่มหมด Stock ไปแล้วแต่ที่นี่มี

  เราได้หนังสือเล่มใหญ่ๆหนาๆมา 4 เล่ม เกี่ยวกับ Club Scene ในอัมสเตอร์ดัม และเบอร์ลิน ที่คงหาที่ไหนไม่ได้แล้วจริงๆ เลยจัดไปสี่เล่มใหญ่ๆ คิดดูว่านี่วันที่ 2 แล้วต้องแบกไปอีก 3 ประเทศ คิดอะไรอยู่ไม่รู้ตอนที่ซื้อแต่มันพลาดไม่ได้จริงๆ ราคาของ 4 เล่มนี้อยู่ที่ 9,580 บาท ใครว่าไม่คุ้มเราว่าคุ้ม เดินออกจากร้านตัวปลิวตามระเบียบ

ED3-02868

ED3-02870

ED3-02872
Mary Go Wild
Zeedijk 44, 1012 BA
Amsterdam, Netherlands


  ยังไม่หมดแค่นั้น Zwart goud คือ ร้านสุดท้ายของวันนี้ เป็นร้านขายแผ่นเสียงเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดเมื่อไม่นาน แต่อัดแน่นไปด้วยแผ่นเสียงเจ๋งๆจากทั่วทุกมุมโลก แค่เดินเข้าไปในร้านก็สะดุดหูกับเพลงที่เจ้าของร้านกำลังเปิด แค่นี้ก็รู้เลยว่าต้องมีแผ่นเสียงประหลาดๆให้เราได้ Dig ชัวร์ เราใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ Dig แผ่น พูดคุยกับเจ้าของร้านที่เป็นทั้ง Dj, Producer คุยไปคุยมาดันมารู้จักกับเพื่อนที่อยู่ที่เบอร์ลิน เพราะเป็นศิลปินในค่ายอีกดูสิโลกกลมขนาดไหน หลังจากนั้นก็มีเรื่องคุยเรื่องเพลงกันยาวเลยละ แถมยังเลือกแผ่นเจ๋งๆออกมาให้ได้เสียเงินไปอีก ร้านนี้แนะนำเลยว่าต้องมา หลังจากเสียเงินไปหลายพัน ขอกลับไปตั้งหลักที่โรงแรมก่อนออกไปซ่ากันคืนนี้

ED3-02880

ED3-02887

ED3-02895
Zwart goud
Geldersekade 89ST, 1011 EL
Amsterdam, Netherlands


  สามทุ่มได้เวลาออกจากโรงแรม คืนนี้เราปั่นจักรยานไปกันที่ร้าน Occii คลับ Underground Music ขนานแท้ แต่ในอีกมุมหนึ่งสถานที่แห่งนี้ก็คือสถานที่จัดงานแสดงดนตรีอินดี้ Electronic Music ที่อยู่กับเมืองนี้มาอย่างยาวนาน เป็นร้านเล็กๆที่จุคนได้ 80 – 100 คนเท่านั้น

  วันที่เราไปตรงกับงานของค่าย Disfiah Records มีศิลปินและ Dj ตัวเก๋าๆจากค่ายนี้มาร่วมงานทั้ง Pitch Black, Uncle Fester On Acid, Dj Fictive Person เราไปทัน Pitch Black เล่นพอดี บอกตรงๆเลยว่าไม่รู้จักศิลปินกลุ่มนี้ แต่พอได้ยินดนตรีที่พวกเขาเล่น และดูผู้ชมในตอนนั้นรู้เลยว่าพวกเขาคือศิลปิน Experimental Music ยุค 90’s ที่โคตรเรฟ ผู้ชมในวันนั้นทั้งหมดเป็นคนอัมสเตอร์ดัม เราสองคนจึงกลางเป็นตัวประหลาดหน้าเอเชียเพียงสองคน แต่ผิดคาด คนที่ร้านนี้ใจดีกับเรามาก พยายามคุยด้วย และชวนเต้นรำตลอด ไม่ได้ชวนแบบเรื้อนๆนะ เขาจะมี Culture การเต้นรำที่ดูแล้วรู้เลยว่าคนพวกนี้คือเด็กเรฟยุค 90’s ของจริง

ED3-02930

ED3-02942
Occii
Amstelveenseweg 134, 1075 XL
Amsterdam, Netherlands


  เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน เราปั่นจักรยานไปอีกร้านที่อยู่ใกล้ๆกับ Dam Square คนละโยชน์กับตรงนี้เลย ระหว่างทางไปเราต้องปั่นผ่านพาร์ค ซึ่งตอนแรกแอบกลัวเล็กน้อยเพราะนึกถึงพาร์คบ้านเราตอนกลางคืน คือไม่กล้าผ่านเลยจริงๆพอจะให้ปั่นผ่านพาร์คที่นี่เลยคิดแล้วคิดอีก แต่ก็ต้องผ่านเพราะเป็็นทางที่ใกล้ที่สุด เลยตัดสินใจเอาก็เอาวะ เห็นคนปั่นออกมาจากปากทางกลุ่มใหญ่ก็ดูชิลล์ๆนะ เลยเลี้ยวขวาเข้าไปปั๊บ หืมเกินคาด พาร์คที่นี่คือดีมากมีคนปั่นจักนยาน เดิน เพื่อที่จะข้ามไปอีกฝั่งทางออก ซึ่งไม่น่ากลัวเลยเพราะมีไฟตลอดทาง แถมยังน่านั่งอีกด้วยเพราะสองข้างทางเป็นคลอง ต้นไม้ สนามหญ้า และบ้านคน

  เราปั่นจนออกมาถึงปากทางเรื่อยๆจนมาถึงที่หมายคือ Club NL ต้องบอกก่อนว่าที่ยุโรปส่วนใหญ่คลับจะเปิดกันตอนเที่ยงคืน เราไปถึงร้านยังไม่เปิด เลยเดินเล่นอยู่แถวๆนั้นก่อนเพราะอากาศดีเวอร์ เดินข้ามซอยนั้นซอยนี้ไปเรื่อยๆไม่เหนื่อยเลย เลยตัดสินใจเข้าร้าน Coffee Shop เพื่อฆ่าเวลา เข้ามาลองดูวัยรุ่นที่นี่สูบกัญชาอย่างถูกกฎหมายกัน มีกัญชาทุกสายพันธ์ให้เลือกลอง หรือถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดีก็ถามคนขายได้เลยไม่ต้องกลัวเขาขิงใส่ เพราะใน List เมนูมีเป็นสิบๆชื่อ ใครมันจะเคยลองไปทุกตัว แถมแต่ละตัวก็ให้ความเมาที่แตกต่างกัน ทางที่ดีถามให้ชัวร์ ให้เคลียร์ไปเลยดีกว่า

  บรรยากาศในร้านก็ชิลล์ๆง่ายๆบางร้านเปิดเพลง Hiphop บางร้านเปิดเพลง Raggae คนที่มาส่วนใหญ่ก็จะเข้ามานั่งคุยพลางโรลปุ๊นไปด้วยในตัว เหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาๆของคนที่นี่ ที่เขาทำกัน หรือถ้าคอแห้งมากๆ ที่นี่เขาก็มีชามิ้น ที่ใส่ใบมิ้นต์ทั้งก้านลงไปในแก้ว รวมไปถึงน้ำหวานต่างๆด้วย ถ้าสังเกตุให้ดี บริเวณรอบๆร้านนั้นจะมีร้านขายขนมอยู่เต็มไปให้ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าทำไมร้านพวกนี้ถึงมาเปิดแถวๆนี้นะ มันไม่ใช่โซนสาวๆนั่งกินขนมหน่ะ แต่พอเดินออกจากร้านรู้เรื่องเลย รีบเดินเข้าร้านขายขนมทันที เจ้าของร้านขนมนี่ฉลาดนักนะ

  ออกจาก Coffee shop มาเที่ยงคืนกว่าๆ เดินไปถึงร้านเปิดพอดี เป็นร้าน 1 คูหา ,1 คูหาของที่นี่ไม่ได้เล็กแบบที่เคยเห็นกันนะ ร้านนี้อารมณ์จะคล้ายๆสุขุมวิทซอย 11 เราเข้าไปนั่งดื่มชิลๆกัน สักพักก็มีคนเดินมาขายยาให้เราถึง 3 ครั้ง และบอกว่าจะให้ลองก่อนด้วย..พูดเหมือนขายเสื้อผ้าเลย ดนตรีคืนนั้นก็เป็น Experimental Techno และ Techno เราอยู่กันไม่นานเท่าไหร่เพราะรู้สึกเหนื่อย เลยปั่นจักรยานกลับโรงแรมตอนตี 2 ไกลหน่อยแต่สนุกดี ไม่ต้องกลัวรถเฉี่ยวด้วย เพราะยิ่งดึกรถยิ่งไม่มี

ED3-02959
Club NL
Nieuwezijds Voorburgwal 169, 1012 RK
Amsterdam, Netherlands


Amsterdam Day 3

  วันที่ 3 วันนี้มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ต้องทำคือการไปซื้อ Modular Synth ที่ร้าน Midi Amsterdam แต่ก่อนจะไปถึงที่ร้านนี้ขอแวะ Vondelpark พาร์คที่ผ่านเมื่อคืนหน่อย เพราะตอนกลางคืนก็ว่าสวยแล้ว ดูสิว่ากลางวันจะสวยแค่ไหน แถมวันนี้อากาศดีแดดออก อุณหภูมิ 14 องศา มาถึงนี่งงเลยมีแต่คนมาปูเสื่อนอนรับแดด พาหมามาวิ่งเล่นเต็มพาร์คไปหมด นี่แหละฤดู Spring ต้องแบบนี้สิ เราก็บ้าจี้ปั่นจักรยานรับแดดไปกับเขาด้วย ระหว่างทางเจอมุมสวยๆก็จอดถ่ายรูปเถลไถลกันเป็นชั่วโมง ไม่ถึงที่หมายสักที


IMG_3064-Edit

ED3-03004

  พอถึงที่หมายดันหิวข้าวเลยเดินดูร้านแถวๆนั้นเอา เดินไปเรื่อยๆเลยตัดสินใจเข้าร้านขายเนื้อชื่อ Keurslagerij Bastiaan Res ที่มาทราบที่หลังว่าเป็นร้านขายเนื้อชื่อดัง มีเนื้อเกรดเอทุกแบบจากเกษตรกรในท้องถิ่น ส่งตรงมาขายที่นี่ในร้านมีทั้งเนื้อวัว แกะ หมู กวาง แบบสดๆ หรือจะให้ทอด ย่าง ตรงนั้นเลยก็ได้ ด้วยความไม่รู้เลยสั่งที่เขาย่างไว้แล้วมาคนละอย่าง เป็นขนมปังขนมปังบาแก็ตกับเนื้อก้อน และขนมปังบาแก็ตกับแฮมก้อนสอดใส้ชีส ราดซอสฮันนี่มัสตาร์ด ปรากฏว่าโคตรพีคกินหมดทุกคำแบบไม่เหลือซาก ราคาไม่แพงด้วย ตกชิ้นละ 5.38 ยูโร

IMG_3060-edit

IMG_3061-Edit

IMG_3062-Edit

ED3-03091
Keurslagerij Bastiaan Res
Overtoom 474, 1054 JZ
Amsterdam, Netherlands


  กินข้าวเช้าเสร็จเราข้ามมาที่ร้าน Midi Amsterdam ร้านเล็กๆที่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ดนตรี Electronic Music ของที่วางโชว์ในร้านไม่เยอะมากนัก แต่ถ้าถามเจ้าของร้านว่ามี Synth ตัวนี้มั้ย หรืออยากได้อะไรก็ถามไปเลย เชื่อมั้ยว่ามีทุกอย่างถ้าไม่มีคือของหมดสต๊อกไปแล้ว มีมุมให้ทดลองเล่น Modular หรือถ้าอยากรู้ว่าแต่ละโมดุลทำงานยังไง ที่นี้เขาจะอธิบายให้อย่างละเอียด พร้อมสอนวิธีการเล่นด้วยถ้าคุณอยากรู้ พี่ปอนด์เลยโดนไปซะสองโมดุลตัวเบาออกจากร้านเลย

ED3-03060

ED3-03061

ED3-03070

ED3-03090
Midi Amsterdam
Overtoom 431, 1054 KE
Amsterdam, Netherlands


  เสร็จจากร้าน Midi เราไปต่อกันที่ Moco Museum ถือเป็นความโชคดีที่ช่วงระหว่างเดือนที่เรามามีงาน Exhibition “Laugh Now” ของ Banksy บอกเลยว่าไม่ต้องคิด ค่าตั๋วเท่าไหร่คือซื้อ ปั่นจักรยานผ่านพาร์คเดิมมาถึง Moco ตื่นเต้นมาก เพราะนี่คือครั้งแรกที่จะได้ดูผลงานจริงๆของ Banksy ที่ไม่ใช่ในหนังสือหรือหน้าจอ ค่าเข้าชมอยู่ที่ 12 ยูโร ไม่แพงเลยกับสิ่งที่จะได้เห็นต่อไปนี้ ผลงานทั้งหมดเป็นภาพ Original 50 ภาพและนี่คือครั้งแรกที่ผลงานของ Banksy ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

  เดินเข้ามาด้านในเราได้เห็นผลงานที่ยกออกมาจากกำแพงบ้าง จากถนนบ้างถูกนำมาใส่ไว้ในกรอบ บางภาพคือภาพที่คงเคยเห็นผ่านตามากันแล้วตั้งแต่ยุคแรกๆที่ได้เห็นผลงาน Street Art ของ Banksy ตามท้องถนน แต่ผลงานที่เตะตาเรามากที่สุดคือ Collection หน้าปกแผ่นเสียงที่ Banksy เคยทำ แต่เราไม่เคยรู้มาก่อน และสุดท้ายกับรถบัสที่ถูกแอบอยู่ด้านหลังของพิพิธภัณฑ์นี้ เป็น Surprise สุดท้ายก่อนออกจาก Moco ไปพร้อมความฟิน

ED3-03131

ED3-03098

ED3-03101

ED3-03102

ED3-03104

ED3-03109

ED3-03117

ED3-03120

ED3-03124

ED3-03134
MOCO Museum
Honthorststraat 20, 1071
Amsterdam, Netherlands


  คืนวันพฤหัสนี้เรามีนัดกับเพื่อน (Rob manga) ที่ร้าน Disco Dolly ร้านเปิดเที่ยงคืนเลยออกจากห้องห้าทุ่มกว่าๆ เพราะรถไม่ติด จะออกจากห้องห้าทุ่มห้าสิบยังได้ จากที่พักใช้เวลา 5 นาทีมาถึงร้าน และเราก็ไปก่อนร้านเปิดอีกตามเคย ยืนรอหน้าร้านไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่าวันนี้อากาศเริ่มหนาวขึ้นอีกแล้ว เปิดดูอุหภูมิลดลงมาอยู่ที่ 11 องศา อาจเพราะช่วงหัวค่ำมีฝนปรอยๆลงมานิดหน่อย

  เที่ยงคืนปั๊บร้านเปิดปุ๊บ ภายในเป็นร้านเล็กๆ จุคนได้ 100 คนไม่เกินนี้ เรานั่งกันหน้าบาร์วอร์มอัพด้วยเบียร์นิดหน่อย เพราะคืนนี้อยู่ดึกไม่ได้ มีภาระกิจต้องทำแต่เช้าตรู่ คืนนี้ทำได้เพียงดื่มเบียร์สองสามแก้ว พรางดูผู้คนที่ทยอยเดินเข้ามาในคลับแห่งนี้ แน่นอนว่าคืนนี้ Dj ต้องเล่น Disco ตามชื่อร้านและดูเหมือนคนที่นี่จะรักดนตรี Disco กันเหลือเกิน เห็นแล้วอยากให้เมืองไทยมีอะไรที่หลากหลายแบบนี้บ้าง คนที่มาส่วนใหญ่จะเป็นคนอัมสเตอร์ดัม ไม่มีทัวร์ริสและเอเชีย พวกเราสองคนเลยกลายเป็นจุดสนใจของร้านไปโดยปริยาย เอาจริงๆถ้าไม่ได้ Rob พามาเราก็ไม่รู้ว่ามันมีร้านแบบนี้อยู่ด้วย Vibe ดี Crowd ดี เพลงดี ครั้งหน้าก็จะมาที่นี่อีก

ED3-03152

ED3-03170
Disco dolly
Handboogstraat 11, 1012 XM
Amsterdam, Netherlands


Amsterdam Day 4

  เริ่มต้นเช้าวันศุกร์ตั้งแต่ 8 โมงเช้าด้วยฝนตกปรอยๆอีกแล้ว นั่ง Tram จากที่พักมาแถวๆ Dam Square เพราะวันนี้พี่ปอนด์มีเล่นที่ Redlight Radio ช่วงเช้า เราเดินมาซอกซอยเล็กๆของย่าน Shopping มาโผล่ด้านหลังแถวถนน oudekerksplein หลังโบสถ์เก่าแก่ The Oude Church De Oude Kerk เราเดินมาเจอห้องสีแดงเป็นตึกเล็กๆที่อัดแน่นไปด้วยกลุ่มคนเจ๋งๆอย่าง Redlight Radio , Redlight Record, Dekmantel เป็นต้น ตึกนี้คงครึกครื้นน่าดูเพราะมีศิลปินแวะเวียนไปมาไม่ขาดสาย

  ห้องเล็กๆห้องนี้เต็มไปด้วยกลิ่นและเสน่ห์ แม้จะไม่ใช้ห้องที่ดูหวือหวานัก แต่มันแฝงไว้ด้วยพลังอย่างบอกไม่ถูก คนที่ Redlight Radio ก็ Nice กับเรามากๆเช่นกัน ยิ่งรู้ว่ามาจากเมืองไทยเขายิ่งว้าวเพราะเขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ Scene ดนตรีของบ้านเรามาพอสมควร

  ห้อง Livestream ของที่นี่แบ่งเป็น 2 ห้อง เดินเข้ามาห้องแรกจะเป็นโซนที่นั่งโซฟาอาร์มแชร์ 2 ตัว และมีชุดโต๊ะกินข้าวอยู่ใกล้ๆประตูทางออกด้านหลัง เดินเลยทางเข้ามานิดแล้วเลี้ยวขวาก็เป็นห้องส่ง ที่จะ Livestream Set ของ Marmosets ในวันนี้ เหมือนได้มาเล่น Dj ในบ้านเพื่อนยังไงอย่างงั้น กันเองและดูอบอุ่นดี

  วันนี้พี่ปอนด์ได้รับเชิญจากเพื่อนอย่าง Rob Manga ให้มาร่วมเล่นใน Livestream ของ Red Light Radio หลายคนคงดูกันไปบ้างแล้ว นี่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของ Tempo และ Marmosets ที่ได้เล่นให้ชาวAmsterdamและแฟนๆผู้ฟังRLRจากหลายประเทศทั่วโลกฟัง งานนี้พี่ปอนด์เตรียมตัวมาเยอะมาก จัด Set ตลอดทริปที่มีเวลาว่าง ถ้ายังไม่ได้ดูกัน ชมได้ที่ด้านล่างนี้


IMG_3063-edit

ED3-03193

ED3-03195

ED3-03203

ED3-03209

ED3-03202
Redlight Radio
Oudekerksplein 22 Amsterdam
Netherlands 1012 GZ


  หลังจากเล่นไป 2 ชั่วโมงเต็มก็ได้รับผลตอบรับที่ดีกว่าที่คิด คือไม่คิดว่าคนที่นี่จะฟัง Set นี้ของพี่ปอนด์อยู่ด้วย เพราะเราเริ่มเล่นเวลาเช้า แต่กลับมี Feed Backดีๆ จากศิลปินและ Dj ของที่นี่เหมือนกัน ดีใจแทนพี่ปอนด์ด้วยจริงๆ

  หลังจากร่ำลา พูดคุยกับเพื่อนๆเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาของการ Shopping ภายในตึกนี้ยังมีร้านแผ่นเสียงซ่อนอยู่ถึง 2 ร้าน 1 ร้านเป็นร้านแผ่นเสียงของ Red Light Radio ชื่อ Redlight Records อีกร้านเป็นร้านแผ่นเสียงเก่า หายากแบบว่ายากสุดๆแต่เรามาผิดเวลาเอง ร้านเปิดช่วงบ่ายๆถึงเย็นเท่านั้นชื่อร้าน Vintage Voudou Records สองร้านนี้อยู่ใกล้กันแค่เอื้อมมือ ถ้าจะแพลนมา Dig แผ่นที่นี่ก็มาช่วงบ่ายๆจะดีที่สุด จบจากที่นี่เราขอกลับโรงแรมไปทบทวน Set สำหรับเล่นคืนนี้กันต่อ

ED3-03220

ED3-03210

ED3-03218 Redlight Records
Oudekerksplein 26
Amsterdam, Netherlands 1012GZ


  คืนนี้คือคืนสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม เราปั่นจักรยานจากที่พักออกนอกเมืองมาเล็กน้อยแต่ไม่ไกลมาก แม้จะเป็นนอกเมือง แต่รถยังน้อยอยู่ดี ปั่นๆอยู่ฝนก็ปรอยลงมาซะอย่างงั้น รู้เลยว่าคืนนี้ต้องหนาวมากแน่ๆ

  เรามากันที่ Oosterbar คลับเล็กๆที่อยู่ชั้นใต้ดินของ Generator Hostel บนถนน Mauritskade ใกล้ๆกับ Ooster Park เพราะพี่ปอนด์ได้รับเชิญให้มาเล่นในงาน Soultronica ร่วมกับเพื่อนๆ Dj อีก 3 คน หลายๆคนคงรู้อยู่แล้วว่าอัมสเตอร์ดัมขึ้นชื่อเรื่อง Disco , Deep House โจทย์ในการเล่นของวันนี้จึงท้าทายนิดหน่อยที่จะทำให้คนที่นี่สนุกไปกับดนตรีของเรา (พี่ปอนด์ไม่ค่อยได้เก็บเพลง Disco)

ED3-03237

ED3-03253

  ตีหนึ่งเป็นเวลาเริ่มโชว์ คนใน Dancefloor ไม่เยอะเท่าไหร่นัก แต่พอเริ่มเดาคนถูกทาง รู้ตัวอีกทีคนก็แน่น Floor อย่างที่เห็น และเพลง Disco ก็ดูเหมือนไม่ได้เป็นปัญหากับเราเหมือนที่กังวลในตอนแรกเลย ในชั่วโมงสุดท้ายเราได้ยินเสียงคนเฮมาเป็นระลอกจากเพลงไม้ตายของพี่ปอนด์อย่าง Kink , Axel Boman , Markus Suckut , Rancido , DJ Koze ,The Revenge ,Young Marco ฯลฯ งานนี้เรียกได้ว่าเป็นงานที่ทดสอบselection ของเราเลยเหมือนกัน ว่าการที่เราเล่นเพลงแบบนี้ มันจะเป็นอย่างไรเมื่ออยู่กับคนอีกประเทศหนึ่ง ..ก็โอเคเลยนะ ถ้าใครจะมาเล่น ไม่ต้องกังวลเรื่องแนวเพลงมากนัก คนที่นี่เปิดมาก

  ถึงเวลาจบงานตอนตี 4 มีเพื่อนๆดีเจและคลับเบอร์ที่นั้น เดินมาขอบคุณ ชมเชยและให้กำลังใจพี่ปอนด์ เราได้เพื่อนใหม่และผู้ติดตาม (Soundcloud) ใหม่มากมาย ฮ่าๆ

  เราร่ำลาเพื่อนๆเป็นครั้งสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้จะเดินทางต่อไปเยอรมัน ทุกคนที่นี่ให้การต้อนรับเราดีมาก เป็นมิตรภาพของช่วงเวลาหนึ่งอาทิตย์ในอัมสเตอร์ดัมที่เราจะไม่ลืม

ED3-03282

ED3-03290

Oosterbar
Mauritskade 57, 1092 AD
Amsterdam, Netherlands


  งานจบเราก็ต้องจาก ด้วยการเอาจักรยานไปคืนโรงแรมตอนตีสี่กว่าๆ ปั่นจักรยานกลางสายฝนปรอยๆ และอากาศ 9 องศาที่หนาวจับใจ แต่มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก คืนจักรยานเสร็จเราต้องเดินกลับโรงแรมที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งกิโลฯ แต่คืนนี้รู้สึกระยะทางสั้นจัง เราสองคนมีเรื่องให้คุยกันเยอะแยะเกี่ยวกับ Scene ดนตรีของเมืองไทย ไม่ทันไรก็ถึงโรงแรม และต้องรีบนอนทันที

  จบอาทิตย์แรกของอัมสเตอร์ดัมไปเป็นที่เรียบร้อย จากที่เคยชอบเมืองนี้อยู่แล้วกลายเป็นหลงรักขึ้นมาทันที เมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยเรื่องราวให้น่าจดจำ มันไม่ได้หวือหวาเหมือนหลายๆเมืองที่เคยไปมา มันมีความบ้านๆผสมกับความเป็นเมืองๆนิดๆอยู่แล้วรู้สึกสบายใจและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน แม้จะเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทุกวัน แต่อัมสเตอร์ดัมก็ยังคงเสน่ห์ในแบบของตัวเอง

  สำหรับใครที่งบน้อย และอยากมาเที่ยวขอแนะนำนิดนึง บินจากเมืองไทยเลือกสายการบินที่ตรงมาถึงอัมสเตอร์ดัมเลยจะดีที่สุด แพงกว่า 2-3 พัน แต่ไม่ต้องเสียเวลาการเที่ยวไป 1 วัน มาถึงที่นี่แม้ค่าครองชีพจะสูง แต่ก็มีทางเลือกหลายอย่างเช่น ใช้จักรยาน ที่ประหยัดกว่าการซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินหรือ Tram แถมยังได้ชมเมืองทุกซอกทุกมุมอีกด้วย

  ส่วนเรื่องอาหารการกินพวกร้าน To Go เยอะมาก และก็ไม่แพงมาก 1 กล่องบางทีกินได้ถึง 2 มื้อเพราะกล่องโคตรใหญ่ หรืออีกทางเลือกคือ Supermarket ที่มีอาหารทุกแบบให้คุณเลือกในราคาที่พอรับได้ ทริปอัมสเตอร์ดัมอาทิตย์แรกนี้เราหมดเงินไปกับค่ากิน เช่าจักรยาน เข้าคลับ เบียร์ แผ่นเสียง หนังสือ แท็กซี่ และอืีกมากมาย คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2x,xxx นิดๆเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ได้กลับมาเงินสองหมื่นก็ซื้อไม่ได้นะ

  พรุ่งนี้ต้องบินไปเยอรมันกับงาน Time Warp ที่รอเราอยู่ แล้วมาดูกันว่า Production ที่เขาร่ำลือกันนั้นจะพีคขนาดไหน จะเป็นอย่างไรนั้น รอติดตาม #Beatjourney Part2 ได้เลย

Words by Phakavadee Deechuay
Photos by Kritsada Vadeesirisak & Phakavadee Deechuay
Source :
WINKIE B

WINKIE B
bill@tempobkk.com
ผู้รักเสียงเพลง และดนตรีสังเคราะห์เป็นชีวิตจิตใจ

Rushemy Botter wants to increase aw...

Design & FAB

ใครว่าแฟชั่นจะต้องอยู่ในกรอบและแพทเทิร์นเดิมๆเสมอไป Fashion Set นี้จะทำให้คุณเปลี่ยนความคิดไปทันที The Royal Academy of Art in Antwerp ถือได้ว่าเป็นสถานบันทางศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ทำให้มีศิษย...

Interactive Sound By Radical Modern...

Design & FABLOOP

ศิลปะและเสียงเพลงสามารถอยู่ด้วยกันได้เป็นอย่างดี เห็นได้ง่ายๆจาก Interactive Sound ตัวนี้ Eirik brandal ร่วมมือกับนักศิลปะ D.I.Y คิดค้น Synth ทำมือ ที่นำความยุ่งเหยิงของ oscillators และ resistors มาป...

TEMPO NEWSLETTER